รถไฟฟ้ามาหานะเธอ
รถไฟฟ้ามาหานะเธอ
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
หลังจากไม่ได้เติมน้ำมันมาแสนนานเพราะผมใช้รถ EV บังเอิญก่อนเขียนบทความนี้ ผมแวะเข้าไปในปั๊มแถวบ้าน เพื่อเอารถเครื่องสันดาปที่ไม่ได้ใช้มานานไปเติมน้ำมันบ้าง เดี๋ยวรถจะพังเพราะจอดนิ่งสนิทเป็นที่นอนของคุณแมวจรมานานแล้ว
พอเห็นราคาน้ำมัน ผมสะดุ้ง รีบกลืนคำว่า “เต็มถัง” กลับลงไปในปาก เปลี่ยนมาบอกว่าห้าร้อยพอน้อง เติมเยอะไปเดี๋ยวรถหนัก เติมน้อย ๆ ถือเป็นการประหยัดน้ำมันลดก๊าซเรือนกระจกไปในตัว
ระหว่างรอน้ำมันปริมาตรจิ๊บจ้อยมูลค่าห้าร้อยบาทไหลลงถัง ผมเห็นรถ EV วิ่งผ่านจุดจ่ายน้ำมันไปจอดหน้าร้านขนมปังแบบไม่แคร์สายตาอิจฉาของชาวบ้าน โดยเฉพาะชาวบ้านที่ใช้รถน้ำมันเบนซิน สายตาจะอิจฉาเป็นพิเศษ เพราะกติกาของน้ำมันเมืองไทยคือเบนซินเป็นลูกเมียน้อย ตลาดโลกขึ้นเบนซินขึ้น ตลาดโลกลงเบนซินนิ่ง ยิ่งตอนนี้ต้องประคองราคาดีเซลให้อยู่ต่ำกว่า 30 บาท ลูกเมียน้อยจึงน้ำตาไหลกระซิกเป็นธรรมดา
เพราะฉะนั้น รถไฟฟ้าจึงมาหานะเธอ รถไฟฟ้าในความหมายนี้คือรถ EV มิใช่รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เมื่อลองเช็คดูยอดจดทะเบียนรถ EV ถึงเดือนสิงหาคม บอกได้เลยว่าทะลุเป้า จากที่คาดการณ์กันไว้ว่าปีนี้จะได้สัก 50,000 คัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ปรับเป้าใหม่กลายเป็นทั้งปี 6-7 หมื่นคัน โดยตัวเลขไปกองสะสมกันอยู่ที่รถยนต์ส่วนบุคคล
กองแค่ไหน? ดูจากตัวเลขจดทะเบียนรถไฟฟ้าสะสมได้ครับ ถึงเดือนสิงหาคม เรามียอดสะสมรถ BEV อยู่ที่ 9 หมื่นคัน (ยอดสะสมตลอดมา ไม่ใช่สะสมทั้งปี) หากดูเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ตัวเลขอยู่ที่ 5.65 หมื่น มากกว่าตัวเลขมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าตั้งเกือบ 2 เท่า (มอเตอร์ไซค์ 3 หมื่นคัน) เพราะฉะนั้น ความนิยมในไทยจึงมุ่งไปที่รถยนต์ไฟฟ้า ด้วยเหตุผลว่าคนไทยรักโลก แฮ่ม ก็มีส่วนครับ แต่อีกส่วนที่ใหญ่กว่าคือประหยัดจ้ะ โดยเฉพาะคนที่วนเวียนทำงานชานเมือง-ในเมืองหรือตระเวนส่งลูกเช้าเย็น ประหยัดกว่ากันเดือนละเกินหมื่นยังมีเลยครับ
รถ EV จึงกลายเป็นตัวเปลี่ยนเทรนด์ Road to Decarbonization ของจริงสำหรับประเทศไทย กลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะยี่ห้อต่าง ๆ ในประเทศจีนถึงขั้นบอกว่าถนนทุกสายมุ่งสู่เมืองไทย ไฮเวย์ทูไทยแลนด์ กลายเป็นแรงผลักดันให้อุตสาหกรรมรถยนต์ส่งออกของเราไปต่อได้ นโยบายที่วางแผนกันไว้ในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ควรชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง
คราวนี้มาลองเลือกรถ EV ให้ตรงใจคุณ ส่วนใหญ่จะดูที่ขนาด อัตราเร่ง ระยะทางที่ไปได้โดยไม่ต้องชาร์จไฟให้ยุ่งยาก คนไทยชอบรถสไตล์ SUV จึงเห็นรถ EV สไตล์นี้ออกมาเยอะ อัตราเร่งบอกตามตรงว่าบางทีก็ไม่ใช่ตัวตัดสินขนาดนั้นครับ ผมลองมาหลายยี่ห้อ เร่งเร็วบรื๋อทั้งนั้น มอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์น้ำมันเป็นคนละเรื่อง สำหรับผมที่ชอบขับรถเร็วหน่อย จาก 0-100 กม. ภายใน 5-7 วินาทีแทบจะมีค่าเท่ากัน โดยเฉพาะถนนที่เต็มไปด้วยความจอแจเช่นนครหลวงของประเทศไทย
สำหรับระยะทางขึ้นกับความจุของแบต ตอนนี้จะเห็นรุ่นใหม่ ๆ วิ่งไกลขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเอาแบบใช้งานจริง วิ่งทีละ 400 กิโลเมตรมีอยู่หลายรุ่นครับ ในอนาคตอันใกล้คงได้ถึง 5-6 ร้อยกิโลเมตร (ระยะจริง ไม่ใช่ตัวเลขในสเปค) ปัญหาคือเทคโนโลยีพวกนี้ไปเร็วกว่าสมัยก่อน ซื้อปีนี้ ปีหน้าปรับปรุงแบตวิ่งไกลกว่าเดิม เราต้องทำใจแล้วเลือกให้ตรงเป้าของเรา
งานของผมส่วนใหญ่อยู่ทะเลตะวันออก ไปกลับพัทยาโดยไม่ต้องชาร์จก็พอแล้ว หรือถ้าไปถึงระยองก็ขอแวะแค่หนเดียว หากต้องการขับรถเที่ยวไกล ๆ ปรกติไปปีละไม่เกิน 1-2 ครั้ง แบบนั้นเป็นการไปเที่ยว เราไม่ต้องรีบเร่ง สามารถวางแผนทริปให้แวะพักชาร์จไฟได้ครับ
ความประหยัดอีกประการคือรถอีวีแทบไม่ต้องเข้าศูนย์ ผมใช้มาเกือบสองปี เคยเข้าเช็คตามระยะหนเดียว ดูบิลค่าใช้จ่ายแล้วยิ้มกริ่มเพราะแทบไม่เสียอะไรเลย หากพูดถึงระยะยาวแล้วจะประหยัดตรงส่วนนี้ได้เยอะ ภาษีก็ถูกจังตังค์อยู่ครบ รถอีวีคิดตามน้ำหนัก รถผมเบามากจ่ายแค่ปีละ 1 พันบาท แถมบางทีรัฐบาลใจดีลดภาษีส่วนนี้ให้อีก
อีกเรื่องที่คนเป็นกังวลคือหลัง 8 ปีหมดเวลารับประกันแบตเตอรี่แล้วจะเป็นอย่างไร? หากใช้ยาว ๆ ก็คงไม่มีปัญหาเพราะไม่ได้หมายความว่าแปดปีแล้วแบตเสื่อมเจ๊งถาวร แต่ส่วนใหญ่จะระบุว่าแบตจะใช้ได้ 80% และลดลงเรื่อยๆ ตามจำนวนปีที่ผ่านไป สำหรับรถที่ผมใช้เมื่อเทียบกับระยะทางที่วิ่งในแต่ละวัน บอกได้ว่าต่อให้เหลือแค่ 50% ก็ยังไม่ห่วง หากใครคิดใช้ยาว ๆ ลองพิจารณาตรงจุดนี้นะครับ
สุดท้ายคือราคาขายต่อเนื่องจากรถ EV เป็นของใหม่ในเมืองไทย ประกันช่วงแรกก็แพง ยังไม่รู้ว่าราคาขายต่อจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ได้ข่าวว่าเริ่มมีการรวมกลุ่มกันเพื่อวางมาตรฐานในการประเมินราคา EV มือสอง ด้วยปริมาณขายระดับ 6-7 หมื่นคันต่อปี ผมคิดว่าอีกไม่นานกลไกตลาดคงทำให้ได้ราคามาตรฐาน และคงไม่น่าเป็นห่วงมากนักเพราะทั้งโลกกำลังมุ่งหน้าไป EV แทบทุกบริษัทในยุโรปก็ระบุปีเป้าหมายผลิต EV อย่างเดียวไว้หมดแล้ว รวมถึงบางบริษัทจะไม่ออกรถยนต์น้ำมันรุ่นใหม่มาอีกแล้ว จะตัดจบรถ PHEV (ปลั๊กอินไฮบริด) ภายในรุ่นนี้ ก่อนออกรถ EV เต็มตัวในปีถัดไป คาดว่าในอีก 7-8 ปีหน้า เราคงหารถน้ำมันรุ่นใหม่ ๆ จากยุโรปไม่ได้แล้วล่ะ
ทั้งหมดนี้คือรถไฟฟ้ามาหานะเธอ มาแรงด้วย มาเยอะด้วย และหวังว่าเทรนด์จะแรงต่อไป เพราะนี่แหละคือ Road to Decarbonization ของจริงครับ