logocarbonmarketsclub
erewrererf

วิธีเอาตัวรอดจากโลกเดือด
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

สถานการณ์โลกร้อนจนกลายเป็นโลกเดือด เราเห็นความแปรปรวนเกิดขึ้นทั่วโลก ผลกระทบมาถึงตัวเราแน่นอน ต่อไปนี้คือวิธีเอาตัวรอดจากโลกร้อนที่อยากสรุปให้ฟังครับ

หนึ่ง - เชื่อเถิดว่าโลกร้อนส่งผลต่อเราแน่ และเมื่อเกิดขึ้น จะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป

ปัญหาสำคัญของโลกร้อนคือเราคิดว่าไกลตัว พออ่านข่าวก็คิดว่าคนอื่นโดน เราคงไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็คงมีคนมาแก้ไขเองแหละ ซึ่งนั่น…ผิดถนัด

คนตรังที่อยู่คู่หญ้าทะเลและพะยูนมาเป็นร้อยปี คงไม่เชื่อว่าหญ้าและพะยูนจะหายไปได้ใน 3 ปี คนระยองที่เคยเห็นปะการังมาแต่อ้อนแต่ออก มีสัตว์น้ำให้จับอุดมสมบูรณ์ คงไม่คิดว่าแค่ 5 ปี ปะการังฟอกขาวเกือบหมด แทบไม่มีสัตว์ทะเลเหลือให้จับ คนเชียงใหม่เชียงรายคงไม่คิดว่าป่าจะแห้งผาก จนไฟป่าที่บางส่วนเกิดจากคนเผา ลุกลามหนักสร้างสถานการณ์ฝุ่นท่วมเมืองติดต่อกันเป็นเดือน ๆ

แม้ว่าเมื่อเกิดขึ้น คนส่วนใหญ่ยังคิดว่าแก้ได้ ซึ่งนั่น…ผิดอีกเช่นกัน

โลกร้อนเป็นเหมือนมะเร็ง มันสะสมมานานก่อนปะทุแล้วลามเร็ว การรักษาด้วยวิธีปรกติเหมือนโรคทั่วไปเป็นไปแทบไม่ได้ แต่เราเคยชินกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเหมือนอดีต ใครทำผิดกฏหมายก็จับ ปัญหาเยอะก็ประกาศเขตอนุรักษ์เข้มงวด เพิ่มการลาดตระเวน

ทั้งหมดนั้นแทบไม่มีประโยชน์ แม้ทุกวันนี้คนก็ยังรอให้ภาครัฐเข้าไปแก้ปัญหาหญ้าตายพะยูนหาย คำถามคือแก้อย่างไร? ปลูกหญ้า? เอาหญ้ามาจากไหน? ของเดิมยังตาย ปลูกใหม่ไม่ตายเหรอ?

อากาศร้อนจัด ทะเลแย่ น้ำเขียว ไฟฝุ่น พายุ น้ำท่วมซ้ำซาก ฯลฯ แม้อาจมีแรงบ้างเบาบ้างเป็นบางปี แต่เทรนด์รวมแล้วมีแต่มากขึ้น เราต้องเชื่อเช่นนี้เพื่อให้เราจริงจังกับการเอาตัวรอด

สอง - การทนและบ่นไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่การประเมินสถานการณ์และหาทางเอาตัวรอดจริงจังคือทางออก

มนุษย์มีความสามารถในการปรับตัว เรายังเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับตัวเรา เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น เราจะคิดว่าทน ๆ ไปเดี๋ยวก็ดีขึ้น นั่นเป็นเรื่องจริงสำหรับอดีต แต่ไม่จริงสำหรับยุคโลกเดือด

เรายังเชื่อว่าการบ่นผ่านสื่อโซเชียลจะช่วยขับเคลื่อนการแก้ปัญหา นั่นอาจเป็นจริงในบางเรื่อง แต่ไม่ใช่เรื่องโลกร้อน

เมื่อเรายอมรับได้ว่าโลกร้อนจะแรงขึ้น ทุกอย่างจะเลวร้ายมากกว่านี้ การทนหรือการบ่นไม่ช่วยแก้ฝุ่น ไม่ทำให้พายุเบาลง ไม่แก้น้ำท่วมเฉียบพลัน จะโวยวายยังไงหญ้าทะเลก็ไม่งอก ปะการังก็ไม่หายฟอกขาว เราจึงถึงเวลาช่วยเหลือตัวเอง

เริ่มจากการประเมิน แต่ละพื้นที่มีผลกระทบไม่เหมือนกัน หากบ้านเรามีเด็กเล็กหรือผู้สูงวัย เราเจอฝุ่นปีนี้หนักจนแทบจะทนไม่ไหว เราอาจต้องหาทางออก ให้ผู้สูงวัยและเด็ก ๆ ไปอยู่ที่อื่นในช่วงเดือนฝุ่นจัด หรือแม้แต่ตัวเราเองก็อาจต้องหนีชั่วคราว

หากเราทำงานที่บ้าน ค่าไฟสูงมากในช่วงร้อนแทบคลั่ง หาทางไปทำงานที่อื่นได้ไหม? หากเราทำมาหากินกับทะเล น้ำเขียวบ่อยครั้งแถมน้ำร้อนจัด เราคงไปต่อไม่ได้ ต้องหาทางขยับขยายไปทำอาชีพอื่น

การประเมินอย่างจริงจัง เช็คลิสต์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดกับเรา คูณสองเข้าไปในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แล้วลองถามตัวเองว่าอยู่ไหวไหม? ถ้าไม่ไหวจะเตรียมการเอาตัวรอดอย่างไรดี

สาม - ไม่มีอะไรถูกและดีและง่าย

คนหลายล้านอดอยากจนใกล้ตายจากปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และศัตรูพืช คนเป็นสิบ ๆ ล้านอพยพหนีตาย UN บอกว่าตัวเลขจะกลายเป็นหลักร้อยล้านในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

หากปัญหาเหล่านี้แก้ได้ง่าย สะดวกและถูก จะมีตัวเลขเหล่านี้ได้อย่างไร? มันจึงเป็นเพียงการหลับตาข้างหนึ่งพร้อมปลอบใจกับตัวเองว่าคงไม่เกิดกับเรา

ซึ่งนั่น…มันเกิด ไม่วันหน้าก็วันต่อไป เพราะโลกเดือดขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเหตุผลใดจะมาปฏิเสธว่ามันจะไม่เกิด ทว่า…ความเหนื่อยอ่อนต่อการต่อสู้ภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ การเอาตัวรอดไปวัน ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าแค่นี้ก็ลำบากมากแล้ว จะหาเรื่องต้องจ่ายเงินต้องทำโน่นนี่ได้อย่างไร

เอาตัวรอดจากโลกร้อนจึงไม่เหมือนเอาตัวรอดจากแผ่นดินไหว สึนามิ หรือภัยพิบัติแบบฉับพลัน เพราะแบบนั้นเราพร้อมทุ่มทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด แต่แบบนี้เราจะหาความสนุกสบายไปวันๆ รอให้เกิดก่อนแล้วค่อยคิด

สุดท้าย - ต้องรวย

น่าเศร้าที่เราอยู่ในโลกทุนนิยม คนมีเงินรอดก่อน ไม่ว่าจะเป็นโลกร้อนหรือซอมบี้บุก วิธีเอาตัวรอดง่ายสุดคือต้องรวย ซึ่งเป็นคำตอบที่โหดร้ายแต่เชื่อเถอะว่าจริง

แม้ไม่ถึงขั้นต้องรวย แต่ควรมีเงินเผื่อไว้ขยับขยายหาทาง เช่น บางครอบครัวหนีจากเชียงใหม่มาเช่าบ้านที่กรุงเทพตลอดเดือนฝุ่นเยอะ บางคนเลือกทำงานแบบที่ไหนก็ได้ อีกหลายคนเลือกเช่าดีกว่าลงทุนซื้อแล้วเสี่ยงกับโลกแปรปรวน ผ่อนบ้านที่น้ำท่วมบ่อยขึ้นทุกปี ผ่านคอนโดที่ฤดูฝุ่นยาวนานและหนักขึ้น

การใช้ชีวิตในอนาคตจึงอาจไม่ใช่ทำงานที่ได้เงินมากที่สุด แต่เป็นการวางแผนใช้เงินอย่างคุ้มค่าและปลอดภัยที่สุดในโลกยุคแปรปรวนหนัก การศึกษาหาข้อมูลให้รอบด้านก่อนจะลงทุนใหญ่ๆ กับอะไรสักอย่าง เป็นเาื่องที่รอบคอบและอย่าด่วนตัดสินใจ

ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ หากเรายินดีเผชิญหน้ากับโลกเดือด ศึกษาหาช่องทาง เราจะไปก่อนคนอื่น นั่นเป็นเรื่องสำคัญมากครับ

ผมทุ่มเทกับงานโลกร้อนเมื่อ 6-7 ปีก่อน เริ่มงานโฟลทติ้งโซลาร์และเน็ตซีโร่คาเฟ่ที่คณะประมง ตั้งจุดติดตามปะการังถาวรก่อนฟอกขาวหนัก ตั้งหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน สร้างโรงเพาะเลี้ยงหญ้าทะเลแห่งแรกของไทยก่อนที่หญ้าจะเริ่มหายไป ทั้งหมดนั้นทำให้องค์กรเข้มแข็งและพร้อมทำงานด้านนี้ตั้งแต่ก่อนสถานการณ์รุนแรง

เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจนเป็นที่ประจักษ์ คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ กลายเป็นหน่วยงานหลักที่ใครก็คิดถึงเมื่อพูดถึงโลกร้อนกับทะเล มีคนมาดูงานมากมาย เกิดความร่วมมือกับหลายองค์กรทั่วโลกในด้านนี้

ถึงกระนั้น บางอย่างก็เกินคาด ตัวอย่างง่าย ๆ คือทัวร์ดูซากุระในญี่ปุ่น ปีที่แล้วมาช้าไป ปีนี้กะเวลาล่วงหน้าตามข่าวตลอด จู่ ๆ อากาศแปรปรวนทำให้ซากุระบานช้าที่สุดในรอบ 12 ปี

โลกยุคนี้จึงอยู่ยากขึ้นทุกวัน การเอาตัวรอดให้ได้เป็นเรื่องที่เราต้องเตรียมให้ดีที่สุด และเริ่มเรียนรู้ที่จะปรับตัวไปเรื่อย ๆ อย่าหยุด เพราะโลกร้อนจะไม่รอเราครับ