สรุปภัยพิบัติโลกร้อนครึ่งปีแรก
สรุปภัยพิบัติโลกร้อนครึ่งปีแรก
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์โลกยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนจากยุคแห่งโลกร้อน มาเป็น "โลกเดือด" (Global Boiling) ตามที่ Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติ ที่กล่าวไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว อุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังก่อให้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน น้ำท่วม หรือไฟป่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก อุตสาหกรรมและภาคธุรกิจจึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ และแนวคิด BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) เป็นหนึ่งในทางออกสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
ขอเริ่มสรุปจากสถานการณ์ก๊าซเรือนกระจกและแนวโน้มของโลกร้อนในอนาคต นักวิทยาศาสตร์รายงานว่า หากเราต้องการคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้ร้อนเกิน 1.5 องศา มนุษย์จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกไม่เกิน 1.3 แสนล้านตัน แต่ปัจจุบันเราปล่อยปีละ 4-4.5 หมื่นล้านตัน ด้วยอัตราเท่านี้ อีกเพียง 3 ปี โควตา 1.5 องศาจะหมดไป เพราะฉะนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะคุมไม่ให้โลกร้อนเกิน 1.5 องศาภายในปี 2100 เป้าหมายใหม่จึงกลายเป็นร้อนไม่เกิน 2 องศา อันเป็นขีดจำกัดที่มนุษย์จะอยู่ได้ในสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน ทว่า การคาดการณ์ขององค์กรต่างๆ แม้จะไม่ตรงกัน แต่ทั้งหมดนั้นล้วนร้อนเกิน 2 องศา โดยมีตัวเลขตั้งแต่ 2.3-2.9 องศา ทั้งนี้อิงตามสถานการณ์และแผนแม่บทก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันของประเทศต่างๆ
เมื่อโลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว ภัยพิบัติที่เห็นชัดเจนที่สุดและสร้างความเสียหายมากที่สุดคือ Extreme Weather ตลอดครึ่งปีแรก มีภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ฝนตกหนักน้ำท่วมในประเทศจีน คลื่นความร้อนในญี่ปุ่นและในนิวยอร์ก อุณหภูมิพุ่งสูงแตะ 40 องศา ยังรวมถึงกลาเซียร์ (glaciers) ถล่มในสวิตเซอร์แลนด์ ไฟป่ารุนแรงในแคนาดา ภัยพิบัติเหล่านี้มีแนวโน้มว่าจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ และจะส่งผลกระทบกับพื้นที่เสี่ยงอย่างรุนแรง
ผลกระทบจาก Extreme Weather ที่เห็นชัดเจนในเมืองไทยคือน้ำท่วม โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย อันเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมต่อเนื่องมาจากปีก่อน ๆ ฝนที่ตกหนักจนเกินขีดจำกัดในการรองรับของพื้นที่บนป่าเขา สภาพป่าที่ถูกทำลายไม่สามารถอุ้มน้ำได้ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายอำเภอ ยิ่งมองไปในอนาคตยิ่งเห็นว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกและมีความถี่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากสถานการณ์โลกร้อน ขณะที่การฟื้นฟูป่าไม้เพื่อรองรับฝนตกหนักหรือการหาแนวทางป้องกันต่าง ๆ ยังมองไม่เห็นภาพชัดเจน
ผลกระทบอีกแบบคือระบบนิเวศล่มสลายและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ แม้จะเป็นภัยพิบัติลำดับ 2 ตามการจัดอันดับของ World Economic Forum แต่กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจเทียบเท่าภัยพิบัติจาก Extreme Weather เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วการแก้ไขแทบเป็นไปไม่ได้และจะส่งผลกระทบอย่างถาวร ต่อจากนี้คือสรุปผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทะเลไทยตามผลของการประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งชาติครั้งที่ 8 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป
สถานการณ์ปะการัง – ปะการังกว่า 90% เกิดการฟอกขาวในปี 2567 โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 30-40% ตายโดยเฉพาะในเขตน้ำตื้น อย่างไรก็ตาม ปะการังที่ฟื้นก็อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ เริ่มเกิดโรคปะการังบางชนิดเข้ามาซ้ำเติม ทำให้ปะการังบางชนิดตายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปะการังเขากวางที่เป็นชนิดหลักในการปลูกฟื้นฟูปะการัง ผลกระทบของทะเลเดือดจึงไม่ใช่แค่ปะการังฟอกขาวตายเท่านั้น ยังทำให้สภาพความสมบูรณ์และความสามารถในการรองรับความแปรปรวนของแนวปะการังลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อความสวยงามในด้านการท่องเที่ยวและการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางแก้ไขหรือรักษาโรคที่กำลังเกิดขึ้นได้ ทุกอย่างยังอยู่ในแค่ขั้นตอนของงานวิจัยเท่านั้น
สถานการณ์หญ้าทะเล - พื้นที่แหล่งหญ้าทะเลในเขตอันดามันใต้ (กระบี่ ตรัง สตูล) ลดลงกว่า 3 หมื่นไร่ บางจังหวัด เช่น กระบี่ สตูล พื้นที่ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ ความหนาแน่นของหญ้าทะเลยังลดลงหลายเท่า ทำให้แหล่งหญ้าทะเลส่วนใหญ่อยู่ใสภาพเสื่อมโทรม มีหญ้าปกคลุมเพียงเล็กน้อย (1-10%) จำนวนชนิดของหญ้าทะเลยังลดลง เป็นความสูญเสียด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่ชัดเจน การปลูกฟื้นฟูเกือบทั้งหมดยังไม่ประสบความสำเร็จถึงขั้นฟื้นคืนธรรมชาติได้ ส่วนใหญ่เป็นระดับงานวิจัยหรืองานในสเกลเล็กมากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จนถึงปัจจุบันยังไม่มีวี่แววว่าหญ้าทะเลในธรรมชาติจะฟื้น
สถานการณ์พะยูน - พะยูนในจังหวัดตรังจากเดิมที่มี 190 ตัว ลดลงจนเหลือเพียง 9 ตัว แต่ปัจจุบันเริ่มมีบางส่วนอพยพกลับมาจนกลายเป็น 30 ตัว เมื่อรวมกับพะยูนในพื้นที่อื่น ๆ ของอันดามัน คาดว่าปัจจุบันมีพะยูน 80-90 ตัว ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายงานพะยูนในอันดามัน 250 ตัว นอกจากนี้ เมื่อพะยูนไม่มีหญ้าทะเลกินพอเพียง ทำให้จำนวนพะยูนผอมผิดปกติเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า และมีข่าวพะยูนอดอาหารจนป่วยตายเป็นจำนวนมาก เมื่อรวมกับสาเหตุอื่น ๆ เช่น เรือชน ติดเครื่องมือประมง ในครึ่งปีแรกมีพะยูนตายในอันดามัน 18 ตัว สถานการณ์ยังอยู่ในภาวะวิกฤติและยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น คาดว่าในอนาคตอีก 2-3 ปี จำนวนพะยูนในอันดามันอาจลงลงต่ำกว่า 50 ตัว
สถานการณ์สัตว์ทะเลหายากอื่นๆ – เริ่มมีรายงานว่าวาฬบรูด้าในอ่าวไทยผอมลงเรื่อย ๆ จนมีแม่วาฬที่คาดว่าผอมจนตายในช่วงครึ่งปีแรกจำนวน 1 ตัว ยังมีรายงานว่าจำนวนปลาที่เป็นอาหารของวาฬบรูด้าลดน้อยลงซึ่งอาจเกี่ยวข้องปัจจัยสิ่งแวดล้อมในทะเลแปรปรวนรวมถึงปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังไม่ชัดเจน จำเป็นต้องมีการศึกษาต่อไปอย่างใกล้ชิด
แพลงก์ตอนบลูม – เกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมในเขตอ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เพราะฝนตกอย่างต่อเนื่องทำให้น้ำจืดพาธาตุอาหารจำนวนมากลงทะเล ทำให้เกิดน้ำเขียวในบางแสน-ศรีราชา 4-5 ครั้ง และอีกหลายครั้งในเขตชายฝั่งเพชรบุรี-ประจวบ-ชุมพร-สุราษฎร์ธานี จนมีสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก ปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมเกิดบ่อยขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและส่งผลกระทบทั้งต่อความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำในทะเล การท่องเที่ยว การประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ปัจจุบันกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำลังร่วมกับหลายมหาวิทยาลัยในการศึกษาโดยละเอียดเพื่อพัฒนาระบบแจ้งเตือนให้ทันท่วงที แต่การจัดการเพื่อลดยังทำได้ยากมากเพราะมีปริมาณธาตุอาหารที่ไหลลงมากับน้ำจืดเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดความแปรปรวนของปัจจัยต่าง ๆ จากสถานการณ์โลกร้อน การเกิดแพลงก์ตอนบลูมมีแต่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งหมดนี้คือสถานการณ์โลกร้อนและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ในช่วงครึ่งปีหลังเราจะเข้าสู่ช่วงพายุหมุนเขตร้อน (ดีเปรสชั่น โซนร้อน ไต้ฝุ่น) ที่อาจรุนแรงจนทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันได้มากขึ้น ยังรวมถึงปริมาณน้ำจืดจำนวนมากที่ไหลลงทะเลทำให้เกิดตะกอนรบกวนแนวปะการังและแหล่งหญ้าทะเล เกิดธาตุอาหารจำนวนมากทำให้แพลงก์ตอนบลูมถี่ขึ้น เมื่อเทียบจากปีอื่น ๆ ในอดีตที่ผ่านมา ครึ่งปีหลังมักเกิดภัยพิบัติจากโลกร้อนมากกว่าครึ่งปีแรก
มองไปในอนาคต การเมืองที่กำลังร้อนแรง เศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย งบการวิจัยเพื่อรับมือต่าง ๆ มีน้อยลงเรื่อย ๆ ความสนับสนุนจากภาคเอกชนเริ่มติดขัดจากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ความสามารถในการรับมือและปรับตัวรับภัยพิบัติจากโลกร้อนของประเทศไทยยังไม่มีความหวังอะไรมากกว่าที่เคยเป็นมา และอาจน้อยลงด้วยซ้ำ ผลกระทบจากโลกร้อนต่อประเทศไทยทั้งในด้าน Extreme Weather และ Ecosystem Collapse มีแต่จะมากขึ้นและยังคงต้องช่วยตัวเองกันต่อไป ทำไงดีนะ