logocarbonmarketsclub
ไทม์ไลน์เอลนีโญ-6-ช่วงวิกฤตที่เราจะเจอ

ไทม์ไลน์เอลนีโญ 6 ช่วงวิกฤตที่เราจะเจอ

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

หากแบ่งเอลนีโญที่เรากำลังจะเจอออกเป็นช่วง ๆ ตอนนี้เรากำลังจะเข้าสู่ช่วงที่สองของปรากฏการณ์

ช่วงแรก เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน–กรกฎาคม เป็นช่วงที่เอลนีโญเริ่มต้นและเริ่มส่งผลกระทบบ้างแล้ว เช่น พายุไต้ฝุ่นหลายลูกในทะเลจีนใต้ อากาศร้อนจัดในญี่ปุ่น น้ำท่วมฉับพลันในจีน ฯลฯ รวมถึงฝนที่ตกน้อยกว่าปกติในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เช่น ภาคใต้ ภาคกลาง และบางส่วนของภาคอีสาน  

ช่วงที่สอง เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม เอลนีโญจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นซูเปอร์เอลนีโญในช่วงเดือนตุลาคม แต่ยังไม่ถึงจุดพีค สิ่งที่เราจะเจอคือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงยิ่งขึ้น บางแห่งอาจแทบไม่มีฝน ขณะที่บางแห่งอาจเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน  

นี่เป็นช่วงของความปั่นป่วนที่เราต้องติดตามการพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และพยายามเก็บต้นทุนน้ำไว้ให้มากที่สุด รวมถึงอัปเดตสถานการณ์และวางแผนรับมืออย่างต่อเนื่อง เพราะของจริงกำลังจะมา  

ช่วงที่สาม ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม จะเป็นจุดพีคของซูเปอร์เอลนีโญ ฤดูฝนน่าจะสิ้นสุดเร็วกว่าปีก่อน แต่อาจมีไต้ฝุ่นจากทะเลจีนใต้เข้ามาเป็นระยะ ได้แต่ภาวนาว่าอย่าเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังต้องระวังฝนตกหนักและลมแรงแบบฉับพลัน แม้ไม่มีพายุเคลื่อนเข้ามาโดยตรง เราคงมีฤดูหนาวที่หนาวน้อยกว่าและแห้งแล้งกว่าปีก่อน การเก็บน้ำคงยากกว่าปกติ จึงควรดูแลต้นทุนน้ำให้เพียงพอตั้งแต่ช่วงที่สอง  

ช่วงนี้ยังเข้าสู่ฤดูฝุ่นในบางพื้นที่ อากาศที่แห้งกว่าปกติจะทำให้เกิดฝุ่นได้ง่าย พื้นที่ที่ประสบปัญหาฝุ่นเป็นประจำจึงต้องเตรียมรับมือ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่แพ้ฝุ่น ควรเตรียมตัวไว้แต่เนิ่น ๆ เชื่อว่าฤดูฝุ่นครั้งนี้จะรุนแรงมาก

ช่วงที่สี่ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่เอลนีโญลดความรุนแรงลง แต่ผลกระทบต่อประเทศไทยยังคงอยู่ และอาจรุนแรงกว่าช่วงก่อน ๆ เพราะเข้าสู่ฤดูร้อนและฤดูแล้งอย่างเต็มที่  

ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานจะเกิดขึ้นได้ง่ายเป็นพิเศษ เนื่องจากป่าแห้งแล้ง ต้นไม้ไม่สมบูรณ์ และกิ่งใบที่ร่วงหล่นกลายเป็นเชื้อไฟปริมาณมาก การดับไฟป่าในช่วงที่อากาศแห้งจัดเป็นไปได้ยาก ผลกระทบจากไฟป่าและฝุ่นในภาคเหนือจึงน่าจะรุนแรงเป็นพิเศษ

สำหรับกลุ่มเปราะบาง อาจต้องวางแผนอพยพชั่วคราว หากปริมาณฝุ่นอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ เอลนีโญยังทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้งยาวนานขึ้น ฤดูไฟป่าและฝุ่นอาจยาวนานกว่าปกติ

ในส่วนของต้นทุนน้ำ หากฝนยังไม่มา จำเป็นต้องดูแลการใช้น้ำอย่างระมัดระวัง เพราะผลกระทบจากเอลนีโญอาจทำให้ฝนมาช้ากว่าปกติ และอาจจำเป็นต้องวางแผนการใช้น้ำล่วงหน้าไปจนถึงเดือนมิถุนายน

สำหรับอากาศร้อน ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบสูงสุด อุณหภูมิที่รู้สึกได้ในบางพื้นที่อาจสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร กลุ่มเปราะบางจึงควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง  

ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นตามความร้อนของอากาศ เช่น ค่าไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศ และค่าน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นช่วงที่ขาดแคลนน้ำมากที่สุดของปี ประกอบกับผลกระทบสะสมจากเอลนีโญที่ทำให้ต้นทุนน้ำมีน้อย  

ช่วงที่ห้า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่เอลนีโญสิ้นสุดลงแล้ว แต่ผลกระทบยังคงอยู่ โดยเฉพาะในทะเล ซึ่งจะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

อุณหภูมิน้ำทะเลอาจร้อนจนทำลายสถิติในหลายปีที่ผ่านมา โดยอาจสูงถึง 34.5 องศาเซลเซียสที่ระดับความลึก 3 เมตรบริเวณแนวปะการัง และเป็นช่วงที่ปะการังฟอกขาวรุนแรงที่สุด รวมถึงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอื่น ๆ เช่น แหล่งหญ้าทะเลและสัตว์น้ำชายฝั่ง  

ช่วงนี้ผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับทะเลต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ซึ่งอาจประสบปัญหาน้ำร้อนจนปลาตาย การประมงพื้นบ้าน ซึ่งสัตว์น้ำอาจหนีออกจากชายฝั่ง และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปะการังฟอกขาวและการปิดแหล่งท่องเที่ยว

ขณะที่บนบกอาจยังได้รับผลกระทบจากความร้อนและความแห้งแล้งอยู่บ้าง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าฝนจะกลับมาเร็วเพียงใด  

หากพิจารณาจากสถานการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2566–2567 หลังจากปรากฏการณ์เอลนีโญสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์และเข้าสู่ภาวะเป็นกลาง เราพบว่าฝนเริ่มมาในเดือนมิถุนายน ช่วยบรรเทาความแห้งแล้งและอากาศร้อน รวมถึงลดอุณหภูมิน้ำทะเลลงอย่างรวดเร็ว  

อย่างไรก็ตาม เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงปี 2569–2570 มีความรุนแรงมากกว่า ผลกระทบจึงอาจยาวนานกว่า ได้แต่หวังว่าสภาพภูมิอากาศและท้องทะเลจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในเดือนมิถุนายน มิฉะนั้น เราอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง  

ช่วงที่หก คือช่วงที่โลกกลับเข้าสู่ภาวะเป็นกลาง ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศจะลดลง จากนั้นเราจะเข้าสู่ลานีญา ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีฝนมากขึ้นและอากาศหนาวเย็นลง  

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าโลกจะอยู่ในภาวะเป็นกลางนานเพียงใดก่อนเข้าสู่ลานีญา ได้แต่หวังว่าการเปลี่ยนเฟสจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิฉะนั้น หากสภาพภูมิอากาศสวิงไปมาอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์ต่าง ๆ จะยิ่งรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากขึ้น  

ยิ่งอุณหภูมิโลกเข้าใกล้หรือสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสมากเท่าไร ทุกอย่างในโลกก็ยิ่งปั่นป่วนมากขึ้น ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่เรากำลังจะเจอเป็นเพียงการชิมลาง  

ในอนาคตอันใกล้ เราจะเผชิญปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเช่นนี้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ตราบใดที่ก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาลยังคงถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทุกวัน  

Road to Decarbonization อาจจะต้องเปลี่ยนชื่อคอลัมน์เป็น Highway to Hell ก็ได้นะครับ