4 เทคนิคเอาตัวรอดในยุคน้ำมันแพง
โพสต์เมื่อ : 2 พ.ย 2568 เวลา 4:50 น.
4 เทคนิคเอาตัวรอดในยุคน้ำมันแพง
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
สถานการณ์โลกร้อนยังไม่หยุด แต่มนุษย์ย่อมมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและส่งผลกระทบกับเราทันที เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดสงครามส่งผลให้ราคาน้ำมันและวัตถุดิบปิโตรเคมีขึ้นราคาอย่างรุนแรง คนก็เลยไม่ให้ความสำคัญกับโลกร้อนเหมือนก่อนหน้า ทำให้บทความเดือนนี้แตกต่างไปจากเดือนก่อนๆ เราจะมาหาวิธีรับมือน้ำมันแพงเศรษฐกิจตกต่ำเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นกันครับ
เข้าใจสถานการณ์ – นั่นคือสิ่งแรกที่ต้องทำ เพราะหากเราไม่รู้อะไร ฟังคนโน้นพูดคนนี้เขียนไปเรื่อย ปล่อยตัวตามกระแส เราจะอยู่ในภาวะตนไม่เป็นที่พึ่งแห่งตน เฝ้าแต่ถามไถ่คนอื่นไปเรื่อยๆ เรื่องนั้นอันตรายมากครับ เพราะข้อมูลมั่วๆ ข่าวลวงๆ ในโลกโซเชียลมีเยอะมาก เราไม่อาจตัดสินใจได้อย่างถูกต้องทั้งที่เป็นเรื่องเงินทองของเรา
สถานการณ์ตอนนี้เข้าสู่เดือนที่ 2 ของสงคราม ทั้งสองฝ่ายยังรบกัน สงครามยังอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่มีใครเป็นผู้ชนะอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้ช่องแคบยังโดนปิดกิจการที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและเชื้อเพลิงต่างๆ โดนโจมตีเป็นระยะที่น่าวิตกคือสถานการณ์ยังไม่นำพาไปสู่การเจรจาใดๆ และยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดการเจรจาได้ และไม่มีใครบอกได้ว่าจะอีกนานแค่ไหนถึงจะเริ่มเจรจาอย่างเป็นรูปธรรม
น้ำมันโลกเริ่มขึ้นราคาแบบสร้างฐานในช่วงก่อนสงครามโลกมีน้ำมันเหลือใช้ ยังมีเรือบรรทุกน้ำมันอยู่ในทะเลอีกมาก ในช่วงแรกๆ ของสงคราม ราคาน้ำมันจึงขยับขึ้นลงได้เพราะยังพอหาน้ำมันจากตลาดที่ยังพอมีอยู่ ราคาน้ำมันจึงค่อนข้างอ่อนไหวต่อข่าวสารสามารถพุ่งขึ้นลงได้ แต่เมื่อสงครามดำเนินต่อมานาน 1 เดือน น้ำมันส่วนเกินเหล่านั้นเริ่มหมดไป จึงเห็นว่าราคาน้ำมันในระยะหลังขึ้นแบบสร้างฐาน แม้มีข่าวมาราคาก็แทบไม่แกว่งเหมือนช่วงแรก
แบบนี้อันตรายครับ หมายความว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นอย่างจริงจัง โอกาสลงจะน้อย ยกเว้นว่าจะมีจุดเปลี่ยนของจริง เช่น เจรจากันจริงๆ ฯลฯ หากไม่มีอะไรเช่นนั้น น้ำมันอาจไต่ระดับขึ้นไปถึง 120-150 เหรียญในระยะเวลาอีกไม่กี่วันข้างหน้า (หากสงครามยังไม่จบ บทความเดือนถัดไปอาจได้เขียนตอนน้ำมันถึง 150 เหรียญ)
สถานการณ์ตอนนี้เข้าสู่เดือนที่ 2 ของสงคราม ทั้งสองฝ่ายยังรบกัน สงครามยังอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่มีใครเป็นผู้ชนะอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้ช่องแคบยังโดนปิดกิจการที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและเชื้อเพลิงต่างๆ โดนโจมตีเป็นระยะที่น่าวิตกคือสถานการณ์ยังไม่นำพาไปสู่การเจรจาใดๆ และยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดการเจรจาได้ และไม่มีใครบอกได้ว่าจะอีกนานแค่ไหนถึงจะเริ่มเจรจาอย่างเป็นรูปธรรม
น้ำมันโลกเริ่มขึ้นราคาแบบสร้างฐานในช่วงก่อนสงครามโลกมีน้ำมันเหลือใช้ ยังมีเรือบรรทุกน้ำมันอยู่ในทะเลอีกมาก ในช่วงแรกๆ ของสงคราม ราคาน้ำมันจึงขยับขึ้นลงได้เพราะยังพอหาน้ำมันจากตลาดที่ยังพอมีอยู่ ราคาน้ำมันจึงค่อนข้างอ่อนไหวต่อข่าวสารสามารถพุ่งขึ้นลงได้ แต่เมื่อสงครามดำเนินต่อมานาน 1 เดือน น้ำมันส่วนเกินเหล่านั้นเริ่มหมดไป จึงเห็นว่าราคาน้ำมันในระยะหลังขึ้นแบบสร้างฐาน แม้มีข่าวมาราคาก็แทบไม่แกว่งเหมือนช่วงแรก
แบบนี้อันตรายครับ หมายความว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นอย่างจริงจัง โอกาสลงจะน้อย ยกเว้นว่าจะมีจุดเปลี่ยนของจริง เช่น เจรจากันจริงๆ ฯลฯ หากไม่มีอะไรเช่นนั้น น้ำมันอาจไต่ระดับขึ้นไปถึง 120-150 เหรียญในระยะเวลาอีกไม่กี่วันข้างหน้า (หากสงครามยังไม่จบ บทความเดือนถัดไปอาจได้เขียนตอนน้ำมันถึง 150 เหรียญ)
อัปเดตข่าวสาร - ในภาวะแบบนี้ เราต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด ไม่เช่นนั้นอาจโดนข่าวปั่นทำให้สิ้นเปลืองเวลาและน้ำมันเพิ่มมากขึ้น เช่น ฝ่ายรัฐบาลแถลงแล้วว่าจะพยายามประชุมตอน 18.00 น. และแถลงล่วงหน้าไม่ให้เกิดการช็อกยามดึก แต่ก็ยังมีข่าวปั่นออกมาว่ากลางดึกคืนนี้จะขึ้นราคา ทำให้คนแห่กันไปที่ปั๊ม เสียเวลานอน เสียน้ำมันต้องขับรถไปกลับ แถมไม่ได้อะไรเพราะมันไม่จริง
การอัปเดตข่าวสารทำได้หลายทาง เช่น เฟซบุ๊ก X ฯลฯ แต่ต้องระวังให้ดี เพราะช่วงนี้ข่าวทั่วโลกมั่วมาก เนื่องจากต้องการเรียกร้องความสนใจ แม้แต่สำนักข่าวหลักๆ บางทีก็ถูกลวงโดยข่าวย่อยๆ การติดตามอัปเดตข่าวสารจึงต้องใช้หลายข่าวมายืนยันให้ตรงกัน อย่าเร่งรีบตัดสินใจใดๆ โดยใช้ข่าวจากแหล่งเดียว และอย่ารีบแชร์อะไรหากไม่แน่ใจว่าจริง
การอัปเดตข่าวสารทำได้หลายทาง เช่น เฟซบุ๊ก X ฯลฯ แต่ต้องระวังให้ดี เพราะช่วงนี้ข่าวทั่วโลกมั่วมาก เนื่องจากต้องการเรียกร้องความสนใจ แม้แต่สำนักข่าวหลักๆ บางทีก็ถูกลวงโดยข่าวย่อยๆ การติดตามอัปเดตข่าวสารจึงต้องใช้หลายข่าวมายืนยันให้ตรงกัน อย่าเร่งรีบตัดสินใจใดๆ โดยใช้ข่าวจากแหล่งเดียว และอย่ารีบแชร์อะไรหากไม่แน่ใจว่าจริง
ประเมินความเสี่ยงรอบด้าน – การประเมินแบบนี้ไม่จำเป็นต้องทำในระดับองค์กร เราควรต้องทำตั้งแต่กับตัวเองและครอบครัว โดยอาศัยข่าวสารที่พิจารณาแล้วเห็นว่าจริงเพื่อนำมาประเมินให้ถูกต้องและสอดคล้องกับสถานการณ์ และการประเมินต้องอย่าทำเฉพาะหน้า ควรวางไทม์ไลน์ให้ชัดเจน เช่น 15-30-60-90 วัน และมีการอัปเดตแผนเป็นระยะเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป
ข้อมูลที่ใช้เป็นฐานได้ในปัจจุบัน ได้แก่ สงครามยังไม่สงบ ไม่มีแววว่าจะเจรจา จบเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ราคาน้ำมันโลกอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น รัฐบาลเหลือกลไกในการรับมือน้ำมันแพงเพียงไม่มาก เช่น กองทุนน้ำมัน ภาษีสรรพสามิต (6-7 บาท) ภาษีลาภลอยโรงกลั่น (1-3 บาท) ตอนนี้กำลังใช้เพื่อยื้อเวลาให้มากที่สุด เผื่อสงครามจะจบเร็ว แต่ถ้าไม่จบ กลไกทุกอย่างถูกใช้ได้ ราคาน้ำมันคงต้องเป็นไปตามตลาดโลก น้ำมันดีเซลราคาลิตรละ 50 บาทหรือกว่านั้นเป็นไปได้ (อ้างอิงตามคำสัมภาษณ์ท่านรองนายกพิพัฒน์)
ในความเป็นจริง หากสงครามดำเนินต่อไปอีก 1-3 เดือน เราอาจไม่เหลือกลไกรองรับราคาน้ำมัน ถึงตอนนั้นน้ำมันอาจขึ้นไปมากกว่าที่คาดกันไว้ (ผมคาดว่าอาจจะเกิน 60-70 บาท โดยดูจากน้ำมันในประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีกลไกรองรับราคาน้ำมัน) ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะรุนแรงมาก ขณะที่เงินเฟ้อกำลังจะมา กนง.คงตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% รายได้จากเงินฝากประจำอาจไม่เพิ่ม รายได้จากการทำงานประจำอาจลดลงด้วยซ้ำ (องค์กรก็ต้องประหยัด ขึ้นเงินเดือน/โบนัสอาจหวังไม่ได้มากนัก)
การป้องกันความเสี่ยงคือการดูค่าใช้จ่ายจำเป็นของเราว่ารับมืออยู่ไหม เช่น ค่าเทอมลูก/ค่าเรียนพิเศษที่อาจขึ้นมากกว่าปกติเนื่องจากเงินเฟ้อรุนแรง ฯลฯ จากนั้นเราต้องหาทางลดหรือตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่จำเป็นต้องระมัดระวังว่าจะไม่เพิ่มหนี้ก้อนใหม่ เช่น ขายรถน้ำมัน (ที่คงได้ราคาน้อย) ไปซื้อรถ EV มาใช้ แต่ยังไม่ได้รถจนสิ้นปี ขณะที่สงครามอาจยาวไม่ถึงตอนนั้น และราคาน้ำมันอาจลงแล้ว
การป้องกันความเสี่ยงและลดรายได้ที่ดีที่สุดคือหากการเงินตึงตัว อย่าเพิ่มหนี้ไม่ว่ากรณีใดๆ การซื้อรถ EV เป็นเรื่องดีแต่ควรทำในช่วงเวลาที่เหมาะสมและเรามีความสามารถในการเป็นหนี้ระยะยาว
ข้อมูลที่ใช้เป็นฐานได้ในปัจจุบัน ได้แก่ สงครามยังไม่สงบ ไม่มีแววว่าจะเจรจา จบเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ราคาน้ำมันโลกอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น รัฐบาลเหลือกลไกในการรับมือน้ำมันแพงเพียงไม่มาก เช่น กองทุนน้ำมัน ภาษีสรรพสามิต (6-7 บาท) ภาษีลาภลอยโรงกลั่น (1-3 บาท) ตอนนี้กำลังใช้เพื่อยื้อเวลาให้มากที่สุด เผื่อสงครามจะจบเร็ว แต่ถ้าไม่จบ กลไกทุกอย่างถูกใช้ได้ ราคาน้ำมันคงต้องเป็นไปตามตลาดโลก น้ำมันดีเซลราคาลิตรละ 50 บาทหรือกว่านั้นเป็นไปได้ (อ้างอิงตามคำสัมภาษณ์ท่านรองนายกพิพัฒน์)
ในความเป็นจริง หากสงครามดำเนินต่อไปอีก 1-3 เดือน เราอาจไม่เหลือกลไกรองรับราคาน้ำมัน ถึงตอนนั้นน้ำมันอาจขึ้นไปมากกว่าที่คาดกันไว้ (ผมคาดว่าอาจจะเกิน 60-70 บาท โดยดูจากน้ำมันในประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีกลไกรองรับราคาน้ำมัน) ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะรุนแรงมาก ขณะที่เงินเฟ้อกำลังจะมา กนง.คงตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% รายได้จากเงินฝากประจำอาจไม่เพิ่ม รายได้จากการทำงานประจำอาจลดลงด้วยซ้ำ (องค์กรก็ต้องประหยัด ขึ้นเงินเดือน/โบนัสอาจหวังไม่ได้มากนัก)
การป้องกันความเสี่ยงคือการดูค่าใช้จ่ายจำเป็นของเราว่ารับมืออยู่ไหม เช่น ค่าเทอมลูก/ค่าเรียนพิเศษที่อาจขึ้นมากกว่าปกติเนื่องจากเงินเฟ้อรุนแรง ฯลฯ จากนั้นเราต้องหาทางลดหรือตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่จำเป็นต้องระมัดระวังว่าจะไม่เพิ่มหนี้ก้อนใหม่ เช่น ขายรถน้ำมัน (ที่คงได้ราคาน้อย) ไปซื้อรถ EV มาใช้ แต่ยังไม่ได้รถจนสิ้นปี ขณะที่สงครามอาจยาวไม่ถึงตอนนั้น และราคาน้ำมันอาจลงแล้ว
การป้องกันความเสี่ยงและลดรายได้ที่ดีที่สุดคือหากการเงินตึงตัว อย่าเพิ่มหนี้ไม่ว่ากรณีใดๆ การซื้อรถ EV เป็นเรื่องดีแต่ควรทำในช่วงเวลาที่เหมาะสมและเรามีความสามารถในการเป็นหนี้ระยะยาว
หารายได้ตามกระแส - การประหยัดน้ำมัน/พลังงาน/เงิน เป็นเรื่องปกติที่เราต้องทำอยู่แล้ว แต่หากเราหาเงินได้เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน มันจะเป็นเรื่องที่ดีแน่นอน ปัญหาคือทำอย่างไร ? เราต้องพิจารณาว่ากิจการที่เราทำอยู่สอดคล้องกับราคาน้ำมันขาขึ้นไหม เช่น ชาวสวนปาล์มน้ำมันต่างพากันดีใจ ราคาน้ำมันปาล์มพุ่งละลิ่ว หรือแม้แต่หากเราทำท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เมือง เราอาจได้ประโยชน์เพราะคนไปเที่ยวไกลๆ ไม่ไหว ค่าเครื่องบินค่าน้ำมันแพง เราอาจเตรียมรับลูกค้ากลุ่มนี้ได้ ตัวอย่างง่ายๆ คือผมแนะนำให้น้องสาวติดที่ชาร์จรถไฟฟ้าในรีสอร์ทที่พัทยาและที่ระยองเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ใช้รถ EV และเลือกทะเลใกล้กรุงเป็นแหล่งท่องเที่ยวแทนที่จะไปทะเลไกลๆ
สำหรับคนที่ไม่มีกิจการใด เราสามารถเข้าไปร่วมกับบริษัทที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันขาขึ้น เช่น บริษัทน้ำมันต้นน้ำ/กลางน้ำ บริษัทด้านไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ก็แค่ซื้อหุ้นครับ เลือกหุ้นให้ดี ดูผลประกอบการและปันผล ดูประโยชน์ที่ได้จากน้ำมันขาขึ้น ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอบคอบ การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ ให้เน้นหุ้นพื้นฐานดีมีปันผลพอรับได้และได้ประโยชน์จากน้ำมันขาขึ้น อย่าเสี่ยงเอาเงินเร็วเพราะเงินอาจจากไปเร็วเช่นกัน
สรุปง่ายๆ คือน้ำมันขึ้น คนเขียนบทความให้คุณอ่านรวยขึ้นครับ สามารถเอารายได้มารองรับผลกระทบจากราคาน้ำมัน/เงินเฟ้อได้อย่างสบาย แถมวางแผนไปเที่ยวด้วย ซื้อตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าป้องกันความเสี่ยงเรื่องน้ำมันขึ้นไว้แล้วด้วย
สุดท้ายแล้ว ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าทักษะที่ต้องใช้เวลาสร้างและสะสมประสบการณ์ เมื่อถึงเวลาวิกฤต ทักษะเหล่านั้นจะเกิดประโยชน์สูงสุด จึงอยากให้คุณผู้อ่านเตรียมการสำหรับตัวเองและสนับสนุนบุตรหลานให้เตรียมทักษะเหล่านี้ไว้ มันมีประโยชน์มากมายในวันนี้ และจะยิ่งมีประโยชน์มากมายในวันหน้า มันคือทางออกของการเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์ครับ
สำหรับคนที่ไม่มีกิจการใด เราสามารถเข้าไปร่วมกับบริษัทที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันขาขึ้น เช่น บริษัทน้ำมันต้นน้ำ/กลางน้ำ บริษัทด้านไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ก็แค่ซื้อหุ้นครับ เลือกหุ้นให้ดี ดูผลประกอบการและปันผล ดูประโยชน์ที่ได้จากน้ำมันขาขึ้น ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอบคอบ การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ ให้เน้นหุ้นพื้นฐานดีมีปันผลพอรับได้และได้ประโยชน์จากน้ำมันขาขึ้น อย่าเสี่ยงเอาเงินเร็วเพราะเงินอาจจากไปเร็วเช่นกัน
สรุปง่ายๆ คือน้ำมันขึ้น คนเขียนบทความให้คุณอ่านรวยขึ้นครับ สามารถเอารายได้มารองรับผลกระทบจากราคาน้ำมัน/เงินเฟ้อได้อย่างสบาย แถมวางแผนไปเที่ยวด้วย ซื้อตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าป้องกันความเสี่ยงเรื่องน้ำมันขึ้นไว้แล้วด้วย
สุดท้ายแล้ว ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าทักษะที่ต้องใช้เวลาสร้างและสะสมประสบการณ์ เมื่อถึงเวลาวิกฤต ทักษะเหล่านั้นจะเกิดประโยชน์สูงสุด จึงอยากให้คุณผู้อ่านเตรียมการสำหรับตัวเองและสนับสนุนบุตรหลานให้เตรียมทักษะเหล่านี้ไว้ มันมีประโยชน์มากมายในวันนี้ และจะยิ่งมีประโยชน์มากมายในวันหน้า มันคือทางออกของการเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์ครับ