logocarbonmarketsclub
DRThornseagrass-06

ปลูกหญ้าทะเลสู้โลกร้อน

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

โลกร้อนส่งผลกระทบมากมาย ทั้งต่อธรรมชาติและต่อมนุษย์ สิ่งหนึ่งที่เห็นชัด และเป็น 1 ใน 4 ความเสี่ยงสูงสุดของโลกในระยะ 10 ปีต่อจากนี้ไป คือความสูญเสียระบบนิเวศ (World Economic Forum) สำหรับประเทศไทย ระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดไม่ใช่การฟอกขาวของปะการัง แต่เป็นแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีพื้นที่เสียหายมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ในอดีต เพราะฉะนั้น หากจะต้องสู้โลกร้อนให้ตรงจุดอย่างจริงจัง เราต้องหาวิธีฟื้นฟูหญ้าทะเล
คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นทำงานด้านฟื้นฟูหญ้าทะเลมากกว่า 20 ปี ตอนนั้นเราต้องการฟื้นฟูแหล่งหญ้าที่ได้รับผลกระทบจากมนุษย์โดยตรง เช่น การขุดลอกร่องน้ำ แต่เมื่อผลกระทบเปลี่ยนไป กลายเป็นโลกร้อนที่ทำให้ปัจจัยสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง พื้นที่ได้รับผลกระทบมากกว่าเดิมเป็นอย่างมาก เราจึงจัดตั้ง “หน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน” เพื่อดำเนินการให้ครบวงจร ทั้งในด้านการเพาะต้นกล้า อนุบาลระยะแรก เก็บรักษาพันธุ์ และการปลูกฟื้นฟูในรูปแบบต่าง ๆ

การทำงานแบบครบวงจรจำเป็นต้องใช้งบประมาณสูงมาก เพราะต้องทำทั้งแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โรงเพาะเลี้ยงต้นกล้า บ่อเก็บรักษาพันธุ์หญ้า และโครงการปลูกฟื้นฟูในพื้นที่ต่าง ๆ 3 จังหวัด (ตราด สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช) ด้วยความสนับสนุนจากภาครัฐ (วช.) และภาคเอกชน (บางจากฯ มาม่า และ ปตท.สผ.) ทำให้การดำเนินงานตลอด 5 ปีประสบความสำเร็จ จนสามารถใช้เป็นต้นแบบในการประเมินผลกระทบของโลกร้อนต่อระบบนิเวศทางทะเล และการรับมือ/การปรับตัวที่เห็นผลเป็นรูปธรรม
อย่างแรกคือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โจทย์คือหญ้าทะเลบางชนิด เช่น หญ้าคาทะเล มีอายุยืนนานและค่อนข้างคงสภาพ การปลูกหญ้าทะเลโดยแบ่งกอจากต้นพันธุ์มาปลูก จะเป็นการทำลายต้นพันธุ์ในธรรมชาติ และต้นพันธุ์บางต้นอาจมีอายุเกิน 30 ปี ไม่สามารถทดแทนได้ง่าย ๆ การเพาะต้นกล้าจากเมล็ดจึงเป็นทางเลือก แต่หากต้องการปริมาณมาก ๆ จะทำได้ยาก เนื่องจาก 1 เมล็ดจะได้ต้นอ่อนเพียง 1 ต้น และต้องเลี้ยงต้นอ่อนเป็นเวลานานกว่า 2 ปี กว่าจะขยายเป็น 2 ต้น (หญ้าคาทะเล)

การเพาะพันธุ์จากเนื้อเยื่อสามารถกระตุ้นหญ้าทะเลจาก 1 เมล็ดให้กลายเป็น 300 ยอด แม้สุดท้ายจะมีเพียง 30 ยอดที่นำมาเลี้ยงเป็นต้นกล้าได้ แต่อัตราการผลิตสูงกว่าการเพาะเมล็ดจากธรรมชาติเป็นอย่างมาก ในปัจจุบัน ม.เกษตรศาสตร์เป็นแล็บแห่งเดียวของโลกที่สามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหญ้าคาทะเลได้ และยังมีแล็บเพาะเลี้ยงสมบูรณ์แบบเพื่อทำการผลิตต้นกล้าหญ้าทะเลที่นำไปใช้ในการฟื้นฟู
เมื่อเราได้ต้นกล้าจากการเพาะ ต้องทำการอนุบาลเป็นระยะเวลา 3–9 เดือน การอนุบาลในระยะเวลานานต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม คณะประมงจึงจัดทำโรงอนุบาลหญ้าทะเลเป็นแห่งแรกของภูมิภาคที่สถานีวิจัยคณะประมง ศรีราชา และดำเนินการต่อเนื่องมากกว่า 3 ปี โดยใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์รูฟ จนกลายเป็นต้นแบบขยายโรงเพาะเลี้ยงหญ้าไปที่เกาะหมาก จังหวัดตราด ภายใต้ความร่วมมือของ อบต. และเครือข่ายอนุรักษ์ ด้วยการสนับสนุนจากบางจากฯ และในอนาคตอาจใช้เป็นโรงต้นแบบในการขยายไปในพื้นที่อื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในทะเลยุคโลกร้อนอาจมีบางช่วงเวลาที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ไม่สามารถปลูกฟื้นฟูได้ผล ทำให้ต้องมีการเก็บหญ้าทะเลในระยะยาว คณะประมงจึงจัดทำบ่อพักต้นพันธุ์หญ้าทะเล พื้นที่มากกว่า 2 ไร่ ที่สถานีวิจัยคณะประมง คลองวาฬ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้ความสนับสนุนของมาม่าและบางจากฯ ปัจจุบันบ่อต้นพันธุ์มีหญ้าทะเล 4 ชนิด สามารถใช้เป็นสต็อกและใช้เพื่อการปลูกฟื้นฟูในพื้นที่ภาคใต้ได้เป็นอย่างดี
ยังมีกรณีที่โลกร้อนทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน ในแหล่งหญ้าทะเลที่เสื่อมโทรมบางแห่ง ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงอย่างมากจนสภาพของพื้นดินเปลี่ยน ไม่เหมาะสมต่อหญ้าทะเลอีกต่อไป คณะประมงได้พยายามพัฒนาวิธี KU-SST (KU Smart Site Selection for Seagrass Transplantation) เพื่อศึกษาพื้นที่ที่ไม่เคยมีหญ้าทะเลมาก่อน แต่มีศักยภาพและปัจจัยสิ่งแวดล้อมเหมาะสมที่หญ้าทะเลอาจขึ้นได้

ด้วยวิธีการนี้ ทำให้เราไม่ติดกับแหล่งหญ้าทะเลทั่วไปอีกต่อไป แต่สามารถขยายขอบเขตไปปลูกหญ้าทะเลที่ใดก็ได้ ตราบใดที่มีศักยภาพเหมาะสม ทำให้เราสามารถขยายพื้นที่ระบบนิเวศ เพิ่มแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ และทำให้เกิดพื้นที่กักเก็บคาร์บอนเพิ่มเติม

ทั้งหมดที่เล่ามา จะเห็นว่าการรับมือกับโลกร้อนเป็นเรื่องยาก ต้องใช้เวลาและการปรับตัว ต้องตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และหาทางเพิ่มศักยภาพของหน่วยงานให้มากที่สุด เราไม่สามารถสู้โลกร้อนได้โดยใช้เพียง 1–2 โครงการ ใช้เฉพาะการศึกษาวิจัยแต่ไม่ต่อเนื่องและไม่ครบวงจร การต่อสู้โลกร้อนต้องทุ่มสุดตัว มีทีมงานที่มีประสิทธิภาพและมีความรู้ความชำนาญหลากหลาย วางแผนและดำเนินงานในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากงานวิจัยเชิงวิชาการในรูปแบบเดิม

การทำทั้งหมดนี้จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น นักวิชาการอาวุโสถือเป็นคีย์หลักในการตั้งรากฐานของการปรับตัวสู้โลกร้อนในช่วงเริ่มต้น ก่อนส่งต่อไปสู่นักวิจัยรุ่นใหม่และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินรอยตามเส้นทางที่บุกเบิกไว้

ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องการวิจัย แต่ยังรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลกร้อน ประสบการณ์และสิ่งที่สะสมกันมาของคนจะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสู้กับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกของเรา…