Warmer than in Hell: พรุ่งนี้โลกจะร้อนยิ่งกว่านรก
โพสต์เมื่อ : 6 ธ.ค 2565 เวลา 2:37 น.
Warmer than in Hell: พรุ่งนี้โลกจะร้อนยิ่งกว่านรก
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
เป็นหัวเรื่องที่อ่านแล้วขนลุกขนพอง รวมทั้งสงสัยว่านรกร้อนเท่าไหร่หนอ? ทำไมโลกถึงจะร้อนยิ่งกว่านั้นได้
แน่นอนว่าคนเขียนไม่เคยไปและไม่คิดจะไปนรก แต่ถ้าเปรียบกับชีวิตสมัยก่อนที่เกิดและอยู่มาเกินครึ่งศตวรรษเป็นเหมือนสวรรค์ อีกไม่ถึงครึ่งชีวิตที่เหลือคงเปรียบเสมือนนรก เพราะชีวิตรอบตัวจะไม่เหมือนเดิม จะเปลี่ยนไป และเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง อย่างคาดไม่ถึง อย่างไม่น่าเชื่อ อย่างไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย แต่สุดท้ายมันก็เกิด
โลกร้อน!!? มันจะโหดร้ายยิ่งขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิโลกไม่ยอมหยุดพุ่ง ก๊าซเรือนกระจกที่เราสัญญากว่าจะลดให้ได้ ยังไม่ถึงแม้กระทั่งจุดพีค เราปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นทุกปี ในขณะที่เราฝันไปไกลถึงอีก 30-40 ปีข้างหน้าว่าจะหยุดปล่อย
ก็อาจคล้ายกับเรากำลังจะร่วงลงไปในกระทะทองแดง แต่ยังฝันว่าน้ำในกระทะคงอุ่นประมาณออนเซ็น เสริมแร่ธาตุด้วย แช่แล้วสบ๊ายสบาย ซึ่งมันไม่เป็นเช่นนั้นหรอก
ตัวอย่างแสนง่ายว่าพรุ่งนี้ร้อนกว่านรก คืออุณหภูมิโลกในปี 2023 สูงกว่า 1.6 องศาเมื่อเทียบกับปีฐานก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม (ค.ศ.1850-1900) ทั้งที่เราเคยตกลงกันไว้ที่ปารีส (Paris Agreement 2015) ว่าเราจะควบคุมไม่ให้เกิน 1.5 องศาในปี 2100 แต่แค่ไม่ถึงสิบปีหลังจากข้อสัญญา โลกร้อนเกิน 1.5 องศาไปเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งนักวิทยาศาสตร์ยังคาดการณ์ว่าปี 2024 โลกอาจร้อนขึ้นถึง 1.7 องศา (World Economic Forum) หมายถึงว่าต่อให้เลยปีเอลนีโญ เข้าสู่ปีลานีญา โลกก็ยังไม่หยุดร้อน
ปลอบใจเล็ก ๆ สำหรับคุณผู้อ่านที่กลัวจนตัวสั่น คำว่าร้อนเกิน 1.5 องศาหมายถึงต้องต่อเนื่องยาวนานหลายปี ไม่ใช่แค่ดูปีต่อปี ทว่า...ต่อเนื่องยาวนานแค่ไหนยังบอกไม่ได้ ต้องรอไปให้ถึงวันนั้นถึงจะบอก ฟังแล้วก็คล้าย ๆ กับคำปลอบใจหรือไม่ก็เป็นคำแก้ตัว
ผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อโลกร้อนจัด คล้ายกับกาน้ำที่เราต้มไว้ ตอนแรกก็แค่ฟองปุด ๆ แต่เมื่อใดที่กาน้ำร้องวี๊.... ไอน้ำพุ่งพรวดออกมา มันจะเร่งความรุนแรงต่อเนื่องหยุดยาก ยกเว้นเราจะปิดเตา ซึ่งนั่นคงไม่เกิดในเร็ววัน ตามที่บอกว่า ตอนนี้เราจะไม่ถึงจุดพีคของการปล่อย GHG แถมยังปล่อยเพิ่มขึ้นทุกปี กาน้ำร้องวี๊... แล้วเรายังดันเร่งไฟ ผลคงเป็นเหมือน Highway to Hell
จึงไม่น่าแปลกในที่ World Economic Forum ระบุว่าไว้ ในบรรดาความเสี่ยงของโลก Global Risk ในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ ผลกระทบจากโลกร้อนจะเหมารวบ Top 4 ได้แก่ Extreme weather events – Critical change to Earth systems – Biodiversity loss and ecosystem collapse – Natural resource shortages
สภาพอากาศสุดขีดขั้วคือสิ่งที่เรากำลังเจอและเจอเยอะยิ่งขึ้น ตัวอย่างมารัว ๆ มีให้เห็นทั่วโลกโดยเฉพาะน้ำท่วมฉับพลันเนื่องจากฝนตกกระหน่ำเหมือนฟ้ารั่วในช่วงเวลาสั้น ๆ มีศัพท์แบบไม่เป็นทางการว่า Rain Bomb เนื่องจากทะเลร้อนขึ้น น้ำระเหยมากขึ้น อากาศร้อนจุไอน้ำได้มากขึ้น เมฆจึงมีไอน้ำหนาแน่น เมื่อเข้าสู่ช่วงแปรปรวน น้ำจากเมฆทะลักทลายลงมาพร้อมกันทำให้ระบบที่เตรียมไว้ไม่สามารถรองรับได้ จึงเกิดสถานการณ์น้ำท่วมเข้าตามอาคารบ้านเรือนจนทรัพย์สินเสียหายหรือหากอาจถึงชีวิตหากรุนแรงมาก เช่น เหตุการณ์ที่เกิดในลิเบีย เขื่อนแตกน้ำและโคลนถล่ม เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งในช่วงที่เขียนบทความ มีเหตุการณ์เกิดทั่วไป ทั้งในสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และภูเก็ต
ฝนในลักษณะนี้จะเกิดถี่ขึ้นตามความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลก บางคนถึงเปรียบว่าเหมือนกับสึนามิจากฟ้า ที่สำคัญคือเราไม่สามารถทำนายว่าจะเกิดที่ไหนบ้างในระยะเวลาที่พอทำให้รับมือทัน ส่วนใหญ่จะเป็นการบอกเมื่อเกิดหรือหลังเกิดด้วยซ้ำ การรับมือในระยะยาว เช่น พัฒนาผังเมือง ระบบระบายน้ำ ฯลฯ ต้องใช้เงินมหาศาลในแต่ละจุด แต่เราไม่รู้ว่าจะเกิดจุดไหน ทำให้การลงทุนรับมือแทบเป็นไปไม่ได้ จึงส่งผลกระทบตั้งแต่ที่อยู่อาศัยไปจนถึงการลงทุนในพื้นที่ต่าง ๆ
ความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของ Earth Systems เกี่ยวข้องไปแทบทุกอย่าง ทั้งความแห้งแล้ง ฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง เรื่อยไปจนถึงกระแสลม ตัวอย่างผลกระทบง่ายสุดคงเป็นการตกหลุมอากาศของเครื่องบินจะมีมากขึ้นและอาจรุนแรงมากขึ้น นั่นเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ เมื่อคิดถึงเรื่องที่ใหญ่กว่า เช่น ความเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกที่อาจทำให้สภาพอากาศยุโรปเกิดปัญหารุนแรงและแก้ไม่ได้
ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพที่อาจเสื่อมโทรมถึงขั้นไร้ประโยชน์ จะส่งผลรุนแรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน การทำมาหากินเรื่อยไปจนถึงเศรษฐกิจต่าง ๆ ตัวอย่างนี้เห็นชัดมากในทะเลไทย เช่น หญ้าทะเลหายไปในบางพื้นที่ทำให้สัตว์น้ำหายไป ชาวบ้านขาดรายได้ฉับพลัน ปะการังฟอกขาว 90% ทั่วประเทศทำให้ต้องปิดแหล่งดำน้ำท่องเที่ยวหลายแห่ง อีกทั้งยังไม่มั่นใจว่าในอนาคตปะการังจะฟื้นตัวแค่ไหน การท่องเที่ยวดำน้ำในประเทศไทยทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกทำรายได้มากกว่าปีละ 8 หมื่นล้านบาท จะได้รับผลกระทบรุนแรง
ทรัพยากรธรรมชาติที่ขาดแคลนเป็นความเสี่ยงสุดท้ายใน 4 หายนะโลกเดือด เห็นชัดที่สุดคือเรื่องของน้ำ โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมา หลายพื้นที่ขาดน้ำอย่างรุนแรง ทำให้ผลผลิตทางเกษตรลดลง ราคามะพร้าวหรือผลิตภัณฑ์การเกษตรแปรปรวนอย่างหนัก ยังรวมถึงน้ำที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะตามเกาะต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักในทะเล ขาดแคลนจนทำให้ต้นทุนสูงพุ่งพรวดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จนส่งผลต่อการลงทุนในอนาคต
ทั้ง 4 ความเสี่ยงจะรุนแรงขึ้นตามความร้อนของโลก ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่หยุดภายใน 10-30 ปี เพราะเรายังไม่แม้จะใกล้ความเป็นเน็ตซีโร การทำความเข้าใจกับโลกร้อน ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น แนวทางการรับมือของแต่ละคนแต่ละบ้านแต่ละชุมชนแต่ละองค์กร จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราคงหวังพึ่งภาครัฐไม่ได้มากในสถานการณ์เช่นนี้
โลกจะแปรปรวนหนัก พรุ่งนี้จะร้อนยิ่งกว่านรก ไม่ใช่แค่ความร้อนในอากาศ แต่ยังเป็นความร้อนอกร้อนใจ ความร้อนที่เกิดจากเงินหายไปในฉับพลันทันด่วนเมื่อเกิดภัยพิบัติ ร้อนรุ่มจากผลผลิตไม่เป็นตามคาด อะไรที่เคยมีก็หมด ร้อนเนื่องจากต้นทุนสูงขึ้นจนไม่สามารถแข่งขันได้ ความร้อนรุ่มจากรายได้หายไปรายจ่ายพุ่งพรวด หนี้สินทะยาน มันคือร้อนดุจนรก
เราทำเธอก่อน เราถลุงโลกเพื่อเงินทอง เราไม่รู้จักพอ เมื่อโลกเอาคืน โลกย่อมโจมตีจุดที่เรารังแกเธอ โลกย่อมทำร้ายเราในจุดที่เราเจ็บปวดที่สุด
เงิน!!! กำลังจะไหลไป ไหลไปเรื่อย ๆ ไหลไปสวนทางกับความร้อนที่มากขึ้น
คุณทำกิจการใด ๆ หารายได้ในนรกไม่ได้ครับ (ไม่เคยไปแต่มั่นใจเลยล่ะ)