logocarbonmarketsclub
หน้าปก

ความหวังใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาฝุ่น
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ฤดูฝุ่นกำลังมาถึงเมืองไทย จากข้อมูลย้อนหลังที่เชียงใหม่ตั้งแต่ พ.ศ.2558 ฝุ่นจะโจมตีหนักตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนเมษายน พอเข้าเดือนพฤษภาคมเป็นหน้าฝนฝุ่นจะเริ่มหายไป เพราะฉะนั้น อีก 2-3 เดือนต่อจากนี้เป็นช่วงที่เราต้องเตรียมรับมือกับฝุ่นโหดๆ บวกกับอุณหภูมิที่อาจสูงเป็นพิเศษเนื่องจากเอลนีโญยังไม่จบ กว่าจะหมดก็คงถึงเดือนมิถุนายน

ฝุ่นเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน บ่อนทำลายทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต วันไหนเห็นฝุ่นเยอะรู้สึกเรี่ยวแรงทำงานจะหายไป ใครมีครอบครัวก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองดูน้องๆ พลางคิดว่าพวกเธอพวกเขาต้องโตมาเจอกับสิ่งเหล่านี้หรือ ?

ต้นเหตุของฝุ่นรุนแรงเป็นที่ทราบกันดีว่ามี 2 ปัจจัยหลัก อย่างแรกคือสภาพภูมิอากาศ/สภาพภูมิประเทศ นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝุ่นแต่ละพื้นที่ในเวลาเดียวกันอาจไม่เหมือนกัน หรือฝุ่นในพื้นที่เดียวกันแต่ต่างช่วงเวลากันก็แตกต่างกัน ปัจจัยตรงนี้มีผลค่อนข้างเยอะ นักวิชาการจะใช้คำว่า “ดัชนีวัดการระบาย” (Ventilation Index) เป็นตัวติดตามความรุนแรงของฝุ่นในพื้นที่

ปัญหาสำคัญคือเราไม่สามารถทำอะไรได้กับสภาพภูมิอากาศ/ภูมิประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับและทำได้แค่เตือนภัยฝุ่นล่วงหน้า เพื่อให้ผู้คนได้ระมัดระวัง แต่ปรกติเราก็พอมองเห็นฝุ่นในอากาศหรือติดตามในแอปต่างๆ ได้อยู่แล้ว อีกทั้งกิจกรรมในแต่ละวันเราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เอาเป็นว่าเรื่องนี้มีคงดีกว่าไม่มี แต่ไม่ใช่สิ่งที่คาดหวังว่าจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้

บางคนคาดหวังกับการทำฝนเทียมเพื่อลดปัญหาฝุ่น นั่นก็เป็นอีกทางหนึ่งที่พอช่วยได้ แต่คงใช้คำว่าแค่บรรเทาในบางจุดเล็กๆ เพราะหากต้องการให้ฝนลดฝุ่นจริง ต้องเป็นฝนตกทั่วฟ้า ซึ่งเราคงไม่มีทางกระตุ้นให้เมฆทั้งฟ้ากลายเป็นฝนตกลงมาหนักๆ เยอะๆ ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะกับการมีฝน

จึงมาถึงปัจจัยที่สอง การลดฝุ่นที่ต้นทาง ในพื้นที่ต่างๆ ล้วนมีปัจจัยคล้ายกัน แต่ความรุนแรงหรือสัดส่วนที่ส่งผลกระทบอาจต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ หรือแม้แต่พื้นที่เดียวก็ต่างกันในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

แหล่งกำเนิดฝุ่นในกรุงเทพมหานครมาจากรถยนต์การเผาชีวมวล ฝุ่นทุติยภูมิ โรงงาน และดิน (ก่อสร้าง) ตามลำดับ แม้ในพื้นที่เล็กๆก็มีความต่างกันได้ เช่น รถยนต์/ไอเสียจะเป็นต้นทางหลักเกือบครึ่งในพื้นที่กลางเมืองแต่เมื่อไปทางชานเมือง การเผาชีวมวลอาจกลายเป็นปัจจัยหลักยิ่งถ้าเทียบกับต่างจังหวัด การเผาชีวมวลอาจกลายเป็นปัจจัยหลักในพื้นที่โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง สัดส่วนจะมากกว่าฤดูฝนอย่างเห็นได้ชัด

แล้วเราแก้ไขอย่างไรไปแล้วบ้าง? ในเรื่องของการเผาเราพอเห็นภาพการทำงานอย่างต่อเนื่องจากการติดตามจุดฮอตสปอตของ GISTDA ร่วมกับหลายหน่วยงาน การเผาในพื้นที่อนุรักษ์ที่มีการบริหารจัดการ เช่นเขตอุทยาน ป่าสงวน เริ่มลดน้อยลงเพราะเรามีหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ดูแลโดยเฉพาะปัญหาสำคัญย้ายไปอยู่ในพื้นที่เกษตร ซึ่งสามารถแยกเป็นส่วนบุคลและขออนุญาต

ในพื้นที่ขออนุญาต เช่น สปก.เริ่มมีการเร่งรัดในการดูแลเรื่องการเผา เช่นมีมาตรการควบคุมหากมีการเผาในพื้นที่อาจทำให้ติดขัดในการขออนุญาตทำเกษตรในอนาคต ยังรวมถึงสินค้าเกษตรที่สามารถควบคุมได้เช่น การรับซื้ออ้อยตัดสดในราคาสูงกว่า อย่างไรก็ตามยังมีพื้นที่เกษตรอีกมากที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว การจัดการปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลาและมีมาตรการใหม่ๆยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเผาในประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องอาศัยการเจรจาและสนับสนุนในหลายทางไม่ใช่แค่ขอกันเฉยๆ โดยไม่ช่วยอะไรเขาเลย

ในส่วนของการเดินทางขนส่งที่เป็นปัญหาหลักของกรุงเทพฯ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ BEV อย่างชัดเจน เนื่องจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐทำให้ยอดขายพุ่งกระฉูด ยังรวมถึงรถประเภทปลั๊กอินไฮบริดที่แม้จะใช้น้ำมัน แต่การเดินทางในเมืองหรือระยะทาง 40-80 กิโลเมตรสามารถใช้โหมดไฟฟ้าล้วน จะช่วยลดฝุ่นจากไอเสียลงได้ ยังรวมถึงรถเมล์ EV ที่กำลังเข้ามาทดแทนรถเมล์รุ่นเก่าๆ เป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม รถน้ำมันยังคงมีอยู่ต่อไป การประกาศใช้น้ำมันมาตรฐาน EURO 5 ตั้งแต่มกราคมที่ผ่านมา จะมีส่วนช่วยลดฝุ่นได้อย่างเห็นชัด เพราะจะเป็นน้ำมันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งในส่วนของการลดกำมะถันและสารพิษอื่นๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ที่สำคัญมากกว่านั้นคือการกำหนดมาตรฐานของน้ำมันดีเซลเป็นเท่าเทียมกันและรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เดิมทีน้ำมันดีเซลของเรามีทั้งมาตรฐานรถดีเซลขนาดเล็ก (EURO 4) และมาตรฐานรถดีเซลขนาดใหญ่ (EURO 3) แต่นับจากต้นปีนี้ มาตรฐานของน้ำมันดีเซลทั้งหมดจะเป็น EURO 5 ที่จะลดฝุ่น PM 2.5 ได้ดีขึ้น และจะส่งผลเห็นชัดในเขตกรุงเทพเพราะฝุ่นจากไอเสียดีเซลถือเป็นต้นทางหลักที่มีสัดส่วนในเขตเมือง

ในส่วนของโรงงานต่างๆ การควบคุมคงเคร่งครัดมากยิ่งขึ้น ให้เป็นตามมาตรฐานสารที่ปล่อยออกมาจากปากปล่อง นอกจากนี้ กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวกับอากาศสะอาด/มลพิษ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาและได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย เพราะทุกคนทราบดีว่าฝุ่นเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตคนไทย จึงเชื่อได้ว่าในอนาคตอันใกล้ มาตรฐานเหล่านี้จะยิ่งเข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ

สุดท้ายคือการวางผังเมืองและการควบคุมการจราจรให้ตอบสนองนโยบายลดฝุ่น การสนับสนุนการเพิ่มขึ้นของพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะขนาดเล็กแต่ช่วยเป็นที่พักของคนเดินเท้าได้ การสนับสนุนให้ใช้ขนส่งสาธารณะและการเดินมากขึ้น การลดความแออัดของพื้นที่ในเมืองและตึกสูง การควบคุมการก่อสร้างอย่างเคร่งครัด และที่อยากเห็นมากคือการจัดการรถควันดำอย่างเฉียบขาด ในอดีตอาจมีข้อติดขัดทางกฎหมายอยู่บ้าง แต่หากสามารถแก้ไขปัญหาเปลาะนี้และให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแจ้งอย่างจริงจัง จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

จึงขอสรุปจากคนที่อยู่ใจกลางกรุงเทพมาตลอดชีวิต มองไปรอบด้านเห็นการก่อสร้างตึกสูงเต็มไปหมด รถยนต์ติดหนึบแทบจะตลอดเวลา รถบรรทุกควันดำขนของไปมาตามไซต์งาน ต้นไม้หายาก ฟุตบาทเหลือพื้นที่นิดเดียวและต้องกระโดดเขย่งเก็งกอยโดยเฉพาะในหน้าฝน

ผมยังมีความหวังอยู่น้อยๆ ครับ ยิ่งถ้าเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน ยุคที่เราเจอปัญหาฝุ่นรุ่นแรกๆ ตอนนั้นแทบจะไร้หวัง มาถึงวันนี้ยังพอเห็นความก้าวหน้าบ้าง โดยเฉพาะน้ำมันยูโร 5 หลังจากชะลอมาหลายปี ได้ประกาศจริงจังสักที อยากติดตามว่าจะส่งผลอย่างไรบ้างครับ

เราเองก็คงต้องมีส่วนร่วมและร่วมให้หนักขึ้น ปลูกต้นไม้เยอะๆ เพื่อสู้ฝุ่นในบ้าน พยายามลดฝุ่นที่เกิดขึ้นจากตัวเราเอง เราคงไม่สามารถขอให้ฝุ่นลดลงได้ขณะที่เรายังเป็นสาเหตุของการสร้างฝุ่น ยุคนี้ทางออกเริ่มมีเยอะขึ้น มาร่วมกันลดฝุ่นเพื่อความหวังของลูกหลานไทยไม่ต้องไอจามแพ้ฝุ่นกันนะครับ