ฤดูหนาวที่ไม่หนาวหมายถึงอะไร?
โพสต์เมื่อ : 2 พ.ย 2569 เวลา 2:56 น.
ฤดูหนาวที่ไม่หนาวหมายถึงอะไร?
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
ซูเปอร์เอลนีโญกำลังเข้าสู่พีคในเดือนพฤศจิกายน/ธันวาคม ความร้อนของน้ำทะเลที่ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกถึงจุดที่ไม่เคยพบเคยเห็น (WMO) คาดว่าอาจถึง 3.5 องศาหรือกว่านั้น ทำให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนเกิดขึ้นรอบแปซิฟิก เรากำลังเจอฤดูหนาวที่ไม่หนาวตัวอย่างง่าย ๆ เห็นชัดคือญี่ปุ่น จุดที่ใช้อ้างอิงคือหิมะแรกบนยอดภูเขาไฟฟูจิ มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง 132 ปี ค่าเฉลี่ยที่พบหิมะครั้งแรกคือวันที่ 2 ตุลาคม มีเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่หิมะไม่ตกจนถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2567 ที่รายงานการพบหิมะในวันที่ 7 พฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้สิ้นเดือนตุลาคม ยังไม่มีรายงานหิมะตกบนยอดเขาฟูจิ
สำหรับเมืองไทย กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าหน้าหนาวโดยเฉลี่ยในช่วงกลางเดือนตุลาคม เช่น ปี 2568 ประกาศในวันที่ 23 ตุลาคม แต่ในปีนี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังไม่ประกาศเข้าหน้าหนาว (ณ วันที่เขียน) เมื่อเทียบกับปี 2567 กรมอุตุฯ ประกาศเข้าหน้าหนาวในวันที่ 3 พฤศจิกายน จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่าหน้าหนาวปีนี้จะล่าช้าไปแค่ไหน
นอกจากฤดูหนาวที่ไม่ค่อยหนาว เรายังเจอฤดูพายุที่รุนแรงในแปซิฟิก มีรายงานการเกิดพายุหมุนเขตร้อน (ที่ตั้งชื่อ) ทั้งหมด 31 ลูก (สิ้นตุลาคม) เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว มีพายุทั้งหมด 27 ลูก (สิ้นสุดเดือนธันวาคม) จะเห็นได้ว่าพายุในปีนี้มีจำนวนมากกว่าปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม พายุเกือบทั้งหมดพัดขึ้นเฉียงเหนือ ส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่น จนกลายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีรายงานฝนตกต่อเนื่องตามพื้นที่ต่าง ๆ ยาวนานที่สุด ในขณะที่ไม่มีพายุลูกใดที่ส่งผลกระทบต่อไทยเลย ทั้งที่ในปี 2568 มีพายุที่ส่งผลต่อไทย 7 ลูก
ที่สำคัญคือฤดูไต้ฝุ่นยังไม่สิ้นสุด ในช่วงต่อจากนี้ไปอาจมีพายุเกิดขึ้นอีกเรื่อย ๆ เนื่องจากน้ำทะเลยังคงร้อนจัด ในขณะที่ความกดอากาศสูงเริ่มแผ่ลงมา ทำให้พายุในช่วงต่อจากนี้ไปอาจมีแนวโน้มว่าจะเคลื่อนที่ต่ำลง ไม่ไปญี่ปุ่นแต่มาแถวไต้หวันหรือฮ่องกง หรือแม้กระทั่งจีนตอนใต้และเวียดนาม ที่อาจส่งผลต่อไทย
เหตุการณ์จะเริ่มจากน้ำทะเลร้อนจัดในมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออก (อเมริกา/อเมริกาใต้) เมื่อเอลนีโญผ่านช่วงพีคและเริ่มเบาลง น้ำทะเลในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเริ่มร้อนขึ้น ผลกระทบที่เกิดจากเอลนีโญในประเทศไทยจึงจะเป็นช่วงเดือนมกราคมเรื่อยไปจนถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งตรงกับช่วงฤดูร้อนของไทย ทำให้เราไม่เพียงเจอหน้าหนาวที่ไม่หนาว แต่เราจะเจอหน้าร้อนที่ร้อนมาก อีกทั้งในทะเลจะเกิดผลกระทบมากมาย เช่น ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของเอลนีโญรุนแรง ทำให้เกิดความแปรปรวนอย่างมาก เราพบกับปรากฏการณ์ใหม่ ๆ เช่น ฝนแช่/เรนบอมบ์ เพราะเมื่อน้ำทะเลร้อนจัดทำให้ไอน้ำในบรรยากาศมีมากที่สุดตั้งแต่เคยบันทึกมา เมื่อมีร่องมรสุมพาดผ่านตามจุดต่าง ๆ ทำให้เกิดฝนตกหนัก/ฝนตกต่อเนื่อง จนกลายเป็นน้ำท่วมฉับพลันโดยไม่ต้องมีพายุขนาดใหญ่เข้ามา ปรากฏการณ์แบบนี้จะเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และยากต่อการพยากรณ์ แตกต่างจากพายุที่เราสามารถติดตามการเคลื่อนที่และระบุช่วงเวลาและสถานที่ได้รับผลกระทบได้ง่าย
ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศทำให้เรากำลังเจอหน้าหนาวที่ไม่หนาวสำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย และกำลังเจอหน้าฝนที่คาดเดาได้ยากสำหรับพื้นที่ภาคใต้ สถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ต่อไปจนถึงสิ้นปี จากนั้นเมื่อถึงเดือนมกราคมเรื่อยไป เราจะเจออากาศที่ร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หน้าร้อนอาจมาเร็วกว่าที่ผ่านมา (22 กุมภาพันธ์ 2569) และเราจะเจอความร้อนอันยาวนาน ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน โดยเฉพาะนอกเขตชลประทาน จะประสบกับภัยแล้งที่คาดว่าอาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา
อากาศร้อน/แล้ง จะทำให้เกิดฝุ่นได้ง่าย รวมถึงการเกิดไฟป่าในพื้นที่ต่าง ๆ ของภาคเหนือ/อีสาน ทำให้ฤดูฝุ่นปีนี้/ปีหน้าอาจรุนแรง ยังรวมถึงกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงที่อาจเริ่มเห็นผลกระทบตั้งแต่ปลายปี ใครที่แพ้ฝุ่นง่ายควรเตรียมตัวรับมือไว้ โดยปกติเราสามารถทำนายฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้าได้ 3 วัน เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝุ่นจึงควรติดตามการพยากรณ์และเตรียมรับมือ
ฤดูหนาวที่ไม่ค่อยหนาวยังส่งผลต่อการท่องเที่ยว เพราะแรงจูงใจสำคัญของนักท่องเที่ยวในช่วงนี้คืออากาศหนาว เมื่อความหนาวไม่ค่อยมี ประกอบกับผลกระทบจากน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้หลายคนต้องนำเงินไปซ่อมแซมบ้าน รถ ยังรวมถึงราคาน้ำมันที่ยังสูงมาก อาจทำให้แรงจูงใจในการเที่ยวมีน้อยกว่าปีปกติ อีกทั้งในปีหน้า อากาศร้อนแล้งยังส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน/น้ำ ผู้ประกอบการจึงควรวางแผนรับมือไว้
เมื่อโลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญจะเกิดบ่อยขึ้น ความแปรปรวนต่าง ๆ ที่เราเจอในวันนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับวันหน้า เพราะเราคงเจอปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นประจำและบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ การเรียนรู้เพื่อการปรับตัวคือสิ่งจำเป็นมาก มิฉะนั้น เราจะลำบากแสนสาหัสในยามที่อุณหภูมิโลกกำลังเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาและไปต่อแบบยังมองไม่เห็นจุดจบครับ