น้ำท่วมใหญ่กับการรับมือที่ไม่โอเค
โพสต์เมื่อ : 2 พ.ย 2568 เวลา 4:50 น.
น้ำท่วมใหญ่กับการรับมือที่ไม่โอเค
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
เคยเขียนมาหลายครั้งเกี่ยวกับความเสี่ยงของภัยพิบัติจากโลกร้อน โดยเฉพาะ Extreme Weather ที่นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยตามอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ไทยต้องหาทางยกระดับการรับมือ แต่ท้ายที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตขึ้นมาจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นความเศร้า ทำให้ประชาชนแทบทุกหมู่เหล่าเกือบหมดสิ้นศรัทธาและความไว้วางใจในการรับมือของภาครัฐน้ำท่วมใหญ่ที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ เกิดจากสาเหตุ 3 ประกาศ หนึ่งคือลานีญา เรารู้ล่วงหน้ามาหลายเดือนว่าจะทำให้ฝนตกมากกว่าปกติ เพราะลมสินค้า (ลมค้า) พัดพาความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาสู่ประเทศไทย ก่อนหน้านี้เราก็เจอฝนตกหนักในช่วงเดือนตุลาคม ทั้งในภาคเหนืออีสานและภาคกลาง พอบ่งบอกว่าภาคใต้ปีนี้ฝนจะหนักกว่าปีก่อน
สาเหตุประการที่สองคือโลกร้อน ผมเคยอธิบายไปหลายครั้งแล้วว่า เมื่อทะเลร้อนขึ้น น้ำระเหยมากขึ้น อากาศร้อนขึ้น จุไอน้ำได้มากขึ้น เมฆจึงมีปริมาณไอน้ำสูงมากกว่าสมัยก่อน สาเหตุสุดท้ายคือฝนแช่ เป็นปรากฏการณ์ที่ร่องมรสุมอยู่กับที่ อาจเป็นเพราะความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ทำให้กลุ่มเมฆฝนไม่ยอมขยับไปไหน ทำให้เมฆที่ได้รับความชื้นทั้งจาก 1 และ 2 กลายเป็นฝนตกโครมลงมา น้ำจำนวนมากถล่มลงมาจากฟากฟ้า จนบางครั้งถึงขั้นใช้คำว่า Tsunami from the sky (สึนามิจากฟ้า)
ปริมาณน้ำฝนที่ตกในภาคใต้ตอนล่างหนนี้จึงน่ากลัว เฉพาะในหาดใหญ่ ฝนตก 3-4 วัน มากเกินครึ่งหนึ่งของปริมาณฝนตามปกติทั้งปี แต่หลายพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียงมีฝนตกมากกว่านั้น บางพื้นที่ฝนตกถึง 600 มม.ในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง นับเป็นสถิติที่แทบเป็นไปไม่ได้ในยุคก่อน แต่ยุคนี้เป็นไปได้
นั่นคือภัยพิบัติที่เกิดจากโลกร้อน คราวนี้ลองมาดูการรับมือ หาดใหญ่เป็นพื้นที่เคยเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมเป็นระยะ มีการยกระดับโครงสร้างเพื่อรับมือ ซึ่งคงรับไหวหากเป็นโลกเมื่อ 10-20 ปีก่อน แต่โลกร้อนมาในอัตราเร่ง ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างน่ากลัว บวกกับลานีญาทำให้กลายเป็น 2 เด้ง เมื่อเกิดฝนแช่ซ้ำเข้ามา การใช้อดีตมารับมือภัยพิบัติยุคปัจจุบันจึงกลายเป็นความเสี่ยงมหาศาล
นอกจากนี้ เรายังวางใจกับโครงสร้างต่าง ๆ ว่าจะเอาอยู่ ทำให้ขาดการประเมินความเสี่ยง ไม่เคยคิดถึงกรณีสมมติว่า “เอาไม่อยู่” การซักซ้อมแผนรับมือน้ำท่วมฉับพลันหรือ Flash flood ที่เกิดทั่วโลกแบบรัว ๆ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เราหยุดอยู่เพียงแค่การแจ้งเตือนในระดับสีเหลือง/แดง แต่อาจพลาดที่จะซ้อมว่าเมื่อแดงจัดคนติดอยู่ข้างใน ต้องทำอย่างไร เราขาดการซักซ้อมแบบกรณีเลวร้ายที่สุดอันเป็นหัวใจของการรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติโลกร้อน
เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น การสื่อสารที่ผิดพลาดของท้องถิ่น ทำให้คนวางใจและกลับเข้าไปในรอยต่อระหว่างน้ำระลอก 1 กับระลอก 2 จึงกลายเป็นกรณีเลวร้ายที่ไม่ต้องสมมติ ผิดต่อหลักด้านการรับมือภัยพิบัติ นั่นคือต้องลดจำนวนผู้ประสบภัยให้มากที่สุด แต่ทุกอย่างกลายเป็นตรงกันข้าม
เมื่อโดมิโนชิ้นแรกล้ม ชิ้นต่อ ๆ มาล้มตามกัน แม้จะมีการแจ้งให้อพยพโดยเร็วที่สุดภายหลัง แต่คนติดน้ำแล้วออกไม่ได้ ตามด้วยการจัดการที่อาจมีแต่สร้างความสับสน ทำให้คนขาดความเชื่อใจ การใช้วิธีสั่งการลงไปตามสายงาน แต่ขาดการประสานงาน แต่ละหน่วยทำกันตามลำพัง ภาคประชาชนที่เข้าไปพยายามช่วยก็สับสน ไม่สามารถหาที่ประสานงานหรือติดต่อได้ การกู้ภัยจากหน่วยงานภายนอกจึงทำได้ยากลำบาก ทั้งที่หลายฝ่ายต่างระดมพลังลงไปช่วยกัน
ความสับสนดังกล่าวทำให้การช่วยคนไม่ได้มีการจัดลำดับความเร่งด่วน นอกจากนี้ยังใช้เวลานานในการช่วยเพียงไม่กี่คน อีกครั้งบางหนอาจซ้ำซ้อน ซึ่งถ้ามีคนรอความช่วยเหลือไม่มากก็คงไม่เท่าไหร่ ปัญหาคือมีคนหลายหมื่นรอคอยความช่วยเหลือ ประสิทธิภาพในการกู้ภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่านักกู้ภัยไม่เก่ง แต่จะเก่งยังไงหากไม่มีระบบที่เหมาะสม มันก็มืดแปดด้าน เหมือนดังที่นักกู้ภัยบางท่านถ่ายทอดประสบการณ์ในสื่อโซเชียล
ศรัทธาคือสิ่งสำคัญของการรับมือภัยพิบัติ แต่การสื่อสารที่ไม่ดีพอ ทำให้ศรัทธาเริ่มจางหาย การร้องขอความช่วยเหลือเป็นพัน ๆ ในเพจต่าง ๆ ยิ่งทำให้คนข้างนอกรู้ว่ามีคนติดอยู่มากมายและยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ การตอบสนองอย่างเชื่องช้าของภาครัฐในด้านการสื่อสาร เมื่อเทียบกับภาคประชาชนที่พยายามช่วยกันเต็มที่ ทำให้ศรัทธายิ่งลดน้อยลง
สุดท้าย ภาครัฐปรับตัวครั้งใหญ่ ประกาศภาวะฉุกเฉิน ให้คนที่มีประสบการณ์ในการสั่งงานในลักษณะนี้เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด (ผบ.สส.) เราเริ่มมาถูกทาง แต่เราเสียเวลาที่มีค่าไปแล้ว 4 วัน และเป็น 4 วันที่วิกฤตที่สุด เพราะเมื่อทุกอย่างเริ่มดำเนินไปในทางที่ดีขึ้น น้ำก็เริ่มลด มันจึงเป็นจังหวะที่เหลื่อมล้ำ ทำให้คนยิ่งสงสัย ทำไมไม่ทำเช่นนี้ตั้งแต่แรก
ผมลองยกโมเดลการจัดการคราบน้ำมันรั่วในทะเลมาเทียบ หลังจากเราเคยสับสนมากในครั้งที่เกาะเสม็ด (อ่าวพร้าว) เราเริ่มปรับตัว เมื่อเกิดน้ำมันรั่วในหนต่อ ๆ มา การสั่งการเริ่มชัดเจนว่า ศรชล.หรือ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เป็นผู้รับผิดชอบหลัก หน่วยงานอื่นล้วนขึ้นกับศูนย์บัญชาการ ผมเคยมีโอกาสเข้าร่วมประชุมในภาวะฉุกเฉินหลายครั้ง แม้อาจมีข้อติดขัดอยู่บ้าง แต่การสั่งการเป็นไปอย่างรวดเร็ว รับฟังความคิดเห็นทางวิชาการ และจัดการได้ภายในเวลาอันสั้น แม้อาจต้องติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นในการแก้ปัญหา แต่ก็ยังมีระบบที่ชัดเจนในยามวิกฤต
ทั้งหมดนี้คงกลับมาที่คำว่า “ถอดบทเรียน’ แต่มันเป็นการถอดบทเรียนที่เจ็บปวด เพราะเป็นบทเรียนที่แลกมาด้วยหลายชีวิตที่จากไป หลายต่อหลายคนตกอยู่ในฝันร้าย ทรัพย์สินเสียหายเหลือคณานับ ความฝันของคนที่อยากมีธุรกิจเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง เฝ้าสะสมมาหลายปี หายไปในเวลาเพียงไม่กี่วัน ยังรวมถึงกิจการที่ทำมาจากรุ่นปู่สู่รุ่นพ่อและรุ่นลูก ยังซวนเซครั้งใหญ่ ยังรวมถึงภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องกอบกู้ความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกนาน เพราะมีนักท่องเที่ยวที่มาติดอยู่เป็นจำนวนมาก และความช่วยเหลือล่าช้าจนหมดกำลังใจ
นั่นคือสิ่งที่พยายามบอกมาตลอด ภัยพิบัติโลกร้อนมันน่ากลัว มันแทบไม่มีการสอบซ่อม การรับมือต้องจริงจังมากกว่านี้ ต้องคิดไปข้างหน้า ไม่ใช่นำความคุ้นเคยในอดีตมาใช้ ต้องเข้าใจถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ต้องคิดในทางที่เลวร้ายและพยายามซ้อมเพื่อหาจุดอ่อนรอยรั่วและเตรียมการ ต้องๆๆๆ อะไรอีกมากมาย
สุดท้าย ต้องเชื่อก่อนว่าโลกร้อนเรื่องจริง ต้องเชื่อว่าโลกร้อนน่ากลัว ต้องเชื่อว่าเกิดกับเราได้ตลอดเวลา ต้องเชื่อว่านับวันมันจะแรงขึ้น
จงกลัวโลกร้อน เพราะความกลัวจะทำให้เราตื่นตัวและพยายามหาทางรับมือ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เราเห็นคาตาว่าเสียหายแค่ไหน หดหู่แค่ไหน
จงกลัวโลกร้อน ! แล้วเราจะรอดครับ