เดือนแห่งฝุ่นและการเอาตัวรอด
เดือนแห่งฝุ่นและการเอาตัวรอด
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
กุมภาพันธ์คือเดือนแห่งความรัก เป็นเดือนที่ควรจะบริสุทธิ์ใสหวาน อากาศแจ่มใสเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ คนรักเดินเกี่ยวก้อยจูงมือกันพลางพูดคุยถึงอนาคต ทว่า…ด้วยการทำร้ายโลกต่างๆ นานา ทำให้เดือนที่ควรเป็นสีชมพูและเป็นที่รอคอยสำหรับคนที่มีความรักในหัวใจ กลับกลายเป็นเดือนที่มีอากาศสีตุ่นและน่าพรั่นพรึงที่สุดสำหรับคนที่เป็นห่วงสุขภาพ
กุมภาพันธ์คือเดือนแห่งฝุ่นหนักสำหรับคนภาคกลาง เป็นเดือนเริ่มต้นของฤดูกาลแห่งการเผาของคนภาคเหนือ เป็นเดือนที่ลมหนาวไม่มาช่วยปัดเป่าฝุ่นไปจากพวกเราแล้ว และสำหรับปีนี้ สถานการณ์ดูแล้วไม่ดีเลย
ปีนี้เป็นปีที่ป่าแล้งหนัก ยืนยันคำนี้เพราะผมเพิ่งขับรถตระเวนทั่วอีสานและเหนือตอนบน เหตุย้อนไปที่ปีก่อน เราเคยคิดว่าจะเป็นปีลานินญา แต่ปรากฏว่าเธอมาช้า ทำให้ฝนฟ้าสับสน
เราอาจได้ยินว่าเกิดน้ำท่วมใหญ่เป็นจุดๆ ปัญหาคือฝนยุคโลกร้อนเทกระจาดลงเพียงบางพื้นที่ แต่อีกหลายที่มีน้อยเหลือเกิน ทำให้ป่าอยู่ในสภาพแห้งผาก หากใครไปที่ราบสูงแถวอีสาน/เหนือคงมองเห็นได้ไม่ยาก ป่าบนเขาหลายแห่งแห้งจนน่ากลัว โดยเฉพาะป่าเต็งรังและป่าละเมาะหย่อมเล็กหย่อมน้อยใกล้ไร่นา
เมื่อป่าแห้งย่อมกลายเป็นเชื้อไฟอย่างดี การต่อสู้กับไฟป่าในปีนี้จึงหนักหนาสาหัสแน่นอน และมีแววว่าเราจะเจอฝุ่นจากไฟป่ามากเป็นพิเศษ
ในขณะที่กรุงเทพและปริมณฑลก็คงไม่รอดจากฝุ่น เราเจอมาตลอดเดือนมกราคม เคราะห์ดีที่ลมหนาวมาช่วยเป่าฝุ่นเป็นระยะ แต่ลมหนาวอ่อนกำลังในเดือนนี้และคงเหลือเพียงเบาบาง ภาวะ “ฝาชีครอบ“ จึงเกิดบ่อยขึ้น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาและมองไปข้างหน้า การแก้ไขฝุ่นที่ต้นตอคงวนเวียนอยู่ในอ่าง มองไม่เห็นความสำเร็จในระยะสั้น ทฤษฎีมีมากนโยบายไม่ขาดสาย แต่การปฏิบัติก็คงเท่าที่ทำได้ สถานการณ์ฝุ่นของบ้านเราจึงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเป็นสำคัญ
แนวความคิด “ตัวใครตัวมัน” จึงเป็นเรื่องที่ผมยึดมั่น หาทางหนีจากฝุ่นด้วยตัวเองโดยมุ่งหน้าลงใต้ไปด้ามขวาน ซื้อเครื่องฟอกอากาศเยอะๆ เพื่อลดฝุ่นในบ้าน หรือแม้กระทั่งการอัดอากาศที่ผ่านการกรองเข้าไปในบ้านเพื่อยันไม่ให้อากาศจากภายนอกเข้ามา เหมือนกับเตียงหรือห้องสู้โควิดในยุคนั้น
ทุกอย่าง…ใช้เงินทั้งนั้น และเงินคือสิ่งที่เราไม่ค่อยจะมี แต่ถ้าไม่สู้ ฝุ่นก็จะทำร้ายสุขภาพ ภูมิแพ้ ไอ เลือดกำเดาไหล ปวดหัว ทำงานไม่ได้ ต้องไปหาหมอ ยังบั่นทอนสภาพร่างกายในระยะยาว ทำให้เราไปออกกำลังไม่ได้ เดินเล่นในสวนสาธารณะไม่ได้ หรือส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจ ทั้งการจัดงานกลางแจ้งเรื่อยไปจนถึงการท่องเที่ยว
ฝุ่นยังทำร้ายสภาพจิตใจและความกระตือรือร้น ไม่ว่าคนที่คิดบวกขนาดไหน อยากทุ่มเททำงานเท่าไหร่ จิตใจจะเศร้าหมองในฉันพลันเมื่อมองเห็นวิวตึกเลือนรางในม่านฝุ่น
มันจึงเป็นเรื่องน่าเศร้าแต่จริงว่าเราต้องสู้ฝุ่นด้วยเงินเราเอง ต้องคอยเปิดแอปพยากรณ์ฝุ่นและหาทางรับมือ ต้องยอมรับในสภาพที่บั่นทอนทั้งร่างกายและจิตใจไปตลอดเดือนกุมภาพันธ์
และมันไม่จบหรือมีนาคมอาจหนักกว่านี้ มาทั้งฝุ่นทั้งความร้อนรุ่ม ก็คงได้แต่ภาวนาว่าลานินญาอาจช่วยให้ฝนมาเร็วสักนิด
สำหรับการเอาตัวรอด มีคำแนะนำง่ายๆ ดังนี้
ปัญหาเรื่องฝุ่นจะอยู่กับเราไปอีกเป็นสิบปีหรือกว่านั้น การลงทุนสู้ฝุ่นในระยะยาวจะคุ้ม
การหนีฝุ่นให้ลงใต้ไปอันดามัน กระบี่ตรังคือจังหวัดที่ฝุ่นน้อยมาก แต่ถ้าไม่มีทางเลือก จังหวัดที่ติดทะเลอย่างน้อยก็มีฝุ่นต่ำกว่ากรุงเทพหรือภาคเหนือ
หากมีเงินลองพิจารณาทางเลือกไปเที่ยวเมืองนอกในช่วงที่ฝุ่นหนัก
การลงทุนปลูกบ้านตากอากาศในต่างจังหวัดหลังเกษียณ ขอให้ดูฝุ่นด้วย ไม่งั้นอาจอยู่ได้แค่ปีละไม่กี่เดือน
การเช่าที่พักในระยะสั้น 1-3 เดือนเพื่อหนีฝุ่นจะเริ่มมีมากขึ้น สำหรับคนที่มีทางเลือกในการทำงานระยะไกล
ในอนาคตการทำงานแบบนี้จะมีมากขึ้น และเป็นหนึ่งในปัจจัยทางเลือกในการสมัครงาน เพราะเงินเดือนเยอะแต่ต้องฝ่าฝุ่นไปออฟฟิศทุกวัน มันขมขื่นน่ะ
ต้นไม้กรองฝุ่นได้ ปลูกต้นไม้ใบเล็กๆ แต่เยอะๆ ไว้ในบ้าน อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีอะไร
ติดตามข้อมูลข่าวสารและหาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพื่อวางแผนชีวิตในระยะสั้นและยาว
หาเงินเยอะๆ เพราะในอนาคตต้องใช้อีกเยอะ
สู้ๆ กับฝุ่นนะครับทุกคน ส่วนผมจะหนีไปทำงานในทะเลให้บ่อยขึ้น วางแผนล่วงหน้าไว้หมดแล้วครับ