logocarbonmarketsclub
UPLOADจากหาดใหญ่สู่กรุงเทพฯความท้อใจในการรับมือวิกฤตโลกร้อน

จากหาดใหญ่สู่กรุงเทพฯ ความท้อใจในการรับมือวิกฤตโลกร้อน

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

โลกกำลังร้อนขึ้น UN บอกว่าจะถึง 1.5 องศาถาวรในอีก 3-4 ปีข้างหน้า ภัยพิบัติโหมกระหน่ำ สำหรับเมืองไทยที่เสี่ยงสุดคือน้ำท่วม ทั้งแบบฝนตกรวมกัน น้ำไหลบ่า และเรนบอมบ์ ฝนตกจากฟ้ามากมายจนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ระบายไม่ทันจนส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้คน บวกกับทรัพย์สินเสียหายมหาศาล ยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้วให้ยิ่งชะงักงัน

หากกล่าวถึงการรับมือกับภัยพิบัติในยุคใหม่ คงต้องบอกว่าเรายังไม่พร้อมในหลายด้าน ทั้งการพยากรณ์อากาศล่วงหน้า การเตือนภัยที่ล่าช้า ต่อเนื่องไปถึงการเยียวยาฟื้นฟูที่สับสน บทเรียนทั้งจากหาดใหญ่และกรุงเทพฯ เป็นเหมือนกัน แทบไม่มีอะไรพร้อมเลยโดยเฉพาะกับฝนที่จู่ ๆ ก็หล่นโครมมาจากฟากฟ้า

เราต้องเริ่มตั้งต้นใหม่ตั้งแต่ความเข้าใจร่วมกัน เอลนีโญไม่ใช่หมายความว่ามีแต่แล้งอย่างเดียว ในหน้าฝนจะให้แล้งคงเป็นไปไม่ได้ แม้ฝนในภาพรวมยังคงน้อย ปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งยังไม่พอ (สสน. 30 กันยายน) แต่ฝนสามารถถล่มลงมาเป็นจุด เพราะเอลนีโญทำให้น้ำทะเลร้อนจัด ไอน้ำระเหยขึ้นไปในบรรยากาศจำนวนมาก จนกลายเป็นสถิติว่าสูงที่สุดตั้งแต่บันทึกมาในเดือนสิงหาคม เพราะฉะนั้น เมื่อร่องมรสุมพาดผ่านแบบไม่ขยับไปไหน ฝนปริมาณมหาศาลย่อมตกลงมาพร้อมกันได้จนกลายเป็นภัยพิบัติ

การเตือนภัยของภาครัฐยังคงสับสน ภาษาราชการทำให้คนไม่เข้าใจ การเตือนภัยในพื้นที่กว้างระดับจังหวัดทำให้คนรู้สึกว่ามันก็ตกไปทุกที่ การเตือนภัยในระดับเดียวกันหมดคือหนักมาก บอกความแตกต่างจากกรณีฉุกเฉินไม่ได้ บางทีเราอาจต้องเตือนให้ตรงกว่านั้น เช่น พื้นที่นี้ให้ยกของขึ้นที่สูงทันที ซึ่งนั่นเป็นหน้าที่ของ cell broadcast ทว่า กลไกที่ซับซ้อนทำให้การเตือนภัยแบบนั้นชักช้าไม่ตรงต่อเหตุการณ์ ตัวอย่างง่ายสุดคือถนนเอกมัยหน้าบ้านผมท่วมตั้งแต่เที่ยงคืน ผมได้รับการเตือนภัยตอนสิบโมงเช้า มันล่าช้าเป็นสิบชั่วโมง และไม่ต้องเตือนก็รู้เพราะน้ำกำลังจะเข้าบ้านอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือวิกฤตศรัทธาในด้านความเชื่อมั่นในการสื่อสารของภาครัฐ ไม่ว่าจะมีเหตุขัดข้องอุปสรรคอย่างไร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนหันไปหาการเตือนภัยตามเพจต่างๆ ที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้ การรับมือจากภัยพิบัติจึงกลายเป็นเหมือนตลาดค้าขาย ใครเรียกความสนใจได้มากกว่ากันคนนั้นชนะ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการรับมือภัยพิบัติ แต่จะไปโทษเพจต่างๆ เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องย้อนกลับมาดูว่าทำไมคนถึงไม่ให้ความเชื่อถือข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นทางการ และการดึงความสนใจให้กลับคืนมาเป็นเรื่องยากแสนยาก

ในขณะที่การรับมือยังคงติดกับปัญหาเดิม ๆ โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่พอเพียงต่อการรับมือฝนระดับ 200 มิลลิเมตรหรือกว่านั้น การซ้อมที่กรุงเทพฯ เคยทำตั้งแต่ตอนเกิดกรณีหาดใหญ่ แทบไม่ส่งผลอะไรต่อการรับมือที่แท้จริง โครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปบางหนก็ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ประตูบ้านผมห่างจากอุโมงค์ยักษ์เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เมตรใต้ถนนเอกมัยแค่ไม่กี่ก้าว แต่น้ำกลับท่วมถึงเอว บางครั้งก็สงสัยว่าใช้เงินเป็นพันล้าน ใช้เวลาขุดถนนเกือบสามปี สุดท้ายไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น

พอมาถึงการเยียวยา ผมมีโอกาสสนทนากับอาสาสมัครหลายท่านผู้ทำงานจริงจังต่อเนื่อง แทบทุกท่านบอกตรงกันว่าสับสน บางคนทำมาตั้งแต่หาดใหญ่ถึงกรุงเทพฯ ก็ยังรู้สึกสับสนกับการประสานงาน การตั้งหน่วยของภาครัฐ (รวมท้องถิ่น) การจัดส่งอาหารที่ข้าวกล่องจากผู้มีจิตศรัทธาถูกกองทิ้งไว้ ฯลฯ บางท่านถึงขั้นบอกว่ามั่วไปหมด คนจึงเริ่มท้อใจ รวมถึงผมผู้จ่ายทั้งภาษีส่วนบุคคล (ให้รัฐบาล) และภาษีที่ดิน (ให้กรุงเทพฯ) สุดท้ายแล้วมันเหมือนจะไม่ตอบโจทย์ใด ๆ เงินจำนวนมากถูกนำไปใช้กับการสร้างสิ่งที่สุดท้ายก็วนไปเวียนมา เช่น สร้างแอปครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่มีคนใช้ ลงทุนกับระบบพยากรณ์ใช้เงินมหาศาลแต่แค่เปิดแอปต่างประเทศก็ทำนายได้ใกล้เคียงกัน

เมื่อพิจารณาปัญหาทั้งหมด ผมคิดว่าหากเป็นน้ำท่วมลักษณะอุทกภัย น้ำท่าไหลมาจากเหนือลงใต้ เราพอมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการน้ำ ขอเพียงแค่ป้องกันไม่ให้คันกั้นน้ำตามจุดต่าง ๆ แตกพัง อีกทั้งยังพอรู้ล่วงหน้าว่ามวลน้ำถึงไหน แต่ที่น่าเป็นห่วงจริงจังคือฝนเรนบอมบ์ เพราะเรามีเวลารู้ล่วงหน้าแค่ 2-3 วัน อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะบอมบ์ตรงไหน จะให้ขึ้นไปบริหารจัดการน้ำในเมฆคงเป็นไปไม่ได้ นั่นคือภัยพิบัติที่น่าห่วงที่สุดในยุคนี้ ยิ่งมองไปอนาคต โลกยิ่งร้อนขึ้น เราผ่านเอลนีโญ เราจะเจอกับลานีญา คราวนี้อาจไม่ใช่แค่เรนบอมบ์เพียง 1-2 จุด แต่โดนกันถ้วนหน้า ยิ่งมองไปในอนาคตยิ่งเห็นภาพว่า หากซูเปอร์เอลนีโญกลับมาเพราะโลกร้อนขึ้นเรื่อยอีกครั้ง ปริมาณไอน้ำในบรรยากาศมีแต่เพิ่มกว่าปัจจุบัน ครั้งนี้ฝนตกในกรุงเทพฯ 200 มิลลิเมตร แล้วคราวหน้ามันจะเท่าไหร่ ? หรือหากลองเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ชิบะมีฝนตกลงมาเกิน 350 มิลลิเมตร หากเป็นเช่นนั้นในเมืองสักแห่งในไทย มันจะเกิดอะไรขึ้น ?

โลกในยุคต่อไปนี้คือการแหงนมองฟ้าด้วยความหวั่นเกรง กังวลว่าเมื่อไหร่เราจะซวย ทรัพย์สินที่เพียรหามาทั้งบ้านทั้งรถจะลงไปอยู่ใต้น้ำ เพราะการรับมือกับเรนบอมบ์ของเมืองไทยที่ผ่านมาไม่ได้สร้างความมั่นใจใดๆ ให้กับผู้คนเลย หากคิดอยากแก้ไขให้เร็วที่สุด เราต้องกู้วิกฤตศรัทธาในการเตือนภัยและการรับมือกับฝนตกหนักให้ได้ (เจ้าพระยา 2 เป็นโครงการรับมือน้ำจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ไม่ใช่รับมือเรนบอมบ์) รวมถึงหาแนวทางให้ประชาชนปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด

ทว่า สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ? โดยส่วนตัวผมคิดว่าคงอีกนาน จึงเน้นย้ำกับผู้ติดตามเสมอว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ผมไม่คิดว่าเราจะพึ่งพารัฐได้ในเร็ววัน มีเทคนิควิธีการไหนที่เราสามารถลดความสูญเสียจากโลกร้อนได้ เราต้องไขว่คว้าหามา เตือนตัวเองอยู่เสมอว่าตูมเดียวหมดตัว หาเงินเก่งแค่ไหนก็ละลายไปพร้อมกับน้ำ อยากรวยในยุคนี้ คุณต้องรู้จักโลกร้อนให้ดีที่สุด รู้จักภัยพิบัติและหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด แม้อาจไม่รวยขึ้น แต่อย่างน้อยเราก็ไม่จนลงมากนัก ท้อใจกับการรับมือของภาครัฐได้ แต่อย่าท้อใจกับการต่อสู้เพื่อให้รอดของตัวเอง ยืนยันจากประสบการณ์ของผู้ที่น้ำท่วมถนนเอกมัยหน้าบ้านเกือบถึงเอว แต่น้ำไม่เข้าบ้านเลยครับ