The Day After Tomorrow วันพรุ่งนี้อาจไม่มีอนาคต
โพสต์เมื่อ : 2 พ.ย 2568 เวลา 4:50 น.
The Day After Tomorrow วันพรุ่งนี้อาจไม่มีอนาคต
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เราเผชิญกับโลกที่ปั่นป่วนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเขตใกล้ขั้วโลกเหนือ เจอพายุหิมะและความหนาวเย็นแบบยะเยือกเป็นระยะผมอยู่ออสโล นอร์เวย์ ในช่วงเขียนบทความ อุณหภูมิบางวันลดต่ำถึง -15 องศาเซลเซียสในตอนกลางวัน ทั้งเมืองแทบแช่แข็ง เครื่องบินดีเลย์กันแทบทุกลำ เพราะต้องไปฉีดน้ำละลายน้ำแข็งก่อนบินขึ้น
นั่นถือว่าโชคดี เพราะหลายสนามบินในยุโรป ญี่ปุ่น และอเมริกาต้องปิด ผู้คนนับแสนเดือดร้อน การเดินทางชะงัก ไม่เป็นไปตามแผนการ กระเป๋าล่าช้า ต้องนอนในสนามบิน หรือแม้กระทั่งติดอยู่บนเครื่องบินทั้งคืน
ข่าวจากเยอรมัน สนามบินมิวนิคซึ่งได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน hub ของยุโรป ปล่อยให้ผู้โดยสารหลายร้อยคนจาก 6 เที่ยวบินติดค้างคืนอยู่บนเครื่องบิน หลายลำเป็นเที่ยวบินระยะสั้น ไม่มีอาหารเสิร์ฟ เด็กเล็กต้องทนหิวจนร้องไห้กระจองงอแง พ่อแม่ก็ไม่รู้ทำอย่างไร ในเมื่อทริปที่คิดว่าใช้เวลาแค่ 1–1.30 ชั่วโมง กลายเป็นตลอดคืนในเครื่องบินที่ไม่บิน
สภาพอากาศแปรปรวนทำให้ระบบที่เคยลื่นไหลเกิดชะงัก การแก้ปัญหาทำได้ยากเพราะไม่เคยชิน สถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ สร้างความสูญเสียทางธุรกิจและความเศร้าของนักเดินทางที่อุตส่าห์รอไปเที่ยวมาตั้งนาน เก็บตังค์สะสมไว้ สุดท้ายได้นอนสนามบิน หรือติดในโรงแรม โปรแกรมเจ๊งหมดเลย
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า โลกร้อนทำให้เกิดความแปรปรวนของ polar vortex หรือมวลอากาศหนาวจัดที่ขั้วโลก ซึ่งมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้กระแสลมเจ็ตสตรีมที่คอยกั้นมวลอากาศเย็นไว้เกิดการสะดุดเป็นระยะ ส่งผลให้มวลอากาศหนาวทะลักลงมาในซีกโลกเหนือ
ในพื้นที่ที่แทบไม่มีหิมะตก เมื่อเกิดหิมะตกย่อมสร้างความปั่นป่วน ขณะที่พื้นที่หนาวอยู่แล้ว แม้เคยชินกับหิมะ แต่ไม่ใช่ในระดับนี้ เหตุการณ์ที่คล้ายภาพในภาพยนตร์ The Day After Tomorrow ที่เกิดขึ้นในนิวยอร์กเมื่อสัปดาห์ก่อน สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก
บทความนี้เขียนต่อระหว่างนั่งเครื่องบินจากนอร์เวย์ไปฟินแลนด์ ตอนนี้กัปตันกำลังประกาศว่า เฮลซิงกิอากาศหนาวมาก หิมะถล่ม มองแทบไม่เห็นอะไรเลย แต่เราจะพยายามลงจอด ใครต้องต่อไฟลท์ ให้ทำใจไว้ล่วงหน้า ลงเครื่องเมื่อไหร่ให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่
แย่แล้ว… คนเขียนบทความกำลังจะเป็นผู้ประสบภัยแล้ว
ผมยังไม่รู้อนาคตว่าเที่ยวบินจะเลื่อนไปอีกนานแค่ไหน จะต้องเปลี่ยนไฟลท์ใหม่ไหม ไม่รู้อะไรเลย ถามคุณแอร์โฮสเตสก็ตอบอะไรไม่ได้ บอกได้แต่ว่าสภาพอากาศตั้งแต่ต้นปีเป็นเช่นนี้ตลอด คาดเดาอะไรไม่ได้
ในตอนแรกบทความไม่ได้ชื่อนี้ แต่เมื่อจะเป็นผู้ประสบภัยเสียเอง ผมจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “วันพรุ่งนี้อาจไม่มีอนาคต” ก็ไม่ถึงกับตายพร้อมกันทั้งโลกหรอกครับ ควรเป็นคำว่า “ไม่รู้” มากกว่า “ไม่มี” แต่พาดหัวมันต้องเรียกแขกหน่อย แถมยังพ้องเสียง อ่านแล้วดีด้วย
โอ๊ย ๆ เครื่องบินตกหลุมอากาศรัว ๆ มองนอกหน้าต่างไม่เห็นอะไรเลย ขาวโพลนไปหมด โอ๊ย! ตกอีกแล้วฮะ เคยนั่งเครื่องบินมาเป็นพันเที่ยว หนนี้หนักจริง
ผ่านมาได้แล้ว แต่รถไฟเข้าเมืองดีเลย์ ต้องใช้เที่ยวจอดไม่ยั้ง พอออกจากสถานีรถไฟ หิมะตกไม่ลืมหูลืมตา ทั้งถนนเต็มไปด้วยหิมะหนาเป็นคืบ ลากกระเป๋าไม่ไป ผมต้องไปหาล็อกเกอร์ฝากกระเป๋าก่อนไปเช็คอินเข้าโรงแรมที่โชคดีเลือกอยู่ข้างสถานี จากนั้นค่อยทยอยหิ้วกระเป๋าจากล็อกเกอร์มาทีละใบ
เล่าละเอียดเพราะอยากให้คุณเห็นภาพ หิมะท่วมเมืองมันเดือดร้อนไปทุกอย่าง และนั่นเป็นวิถีชีวิตในโลกยุคใหม่ที่เราจะเจอบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ
ข่าวจากเยอรมัน สนามบินมิวนิคซึ่งได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน hub ของยุโรป ปล่อยให้ผู้โดยสารหลายร้อยคนจาก 6 เที่ยวบินติดค้างคืนอยู่บนเครื่องบิน หลายลำเป็นเที่ยวบินระยะสั้น ไม่มีอาหารเสิร์ฟ เด็กเล็กต้องทนหิวจนร้องไห้กระจองงอแง พ่อแม่ก็ไม่รู้ทำอย่างไร ในเมื่อทริปที่คิดว่าใช้เวลาแค่ 1–1.30 ชั่วโมง กลายเป็นตลอดคืนในเครื่องบินที่ไม่บิน
สภาพอากาศแปรปรวนทำให้ระบบที่เคยลื่นไหลเกิดชะงัก การแก้ปัญหาทำได้ยากเพราะไม่เคยชิน สถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ สร้างความสูญเสียทางธุรกิจและความเศร้าของนักเดินทางที่อุตส่าห์รอไปเที่ยวมาตั้งนาน เก็บตังค์สะสมไว้ สุดท้ายได้นอนสนามบิน หรือติดในโรงแรม โปรแกรมเจ๊งหมดเลย
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า โลกร้อนทำให้เกิดความแปรปรวนของ polar vortex หรือมวลอากาศหนาวจัดที่ขั้วโลก ซึ่งมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้กระแสลมเจ็ตสตรีมที่คอยกั้นมวลอากาศเย็นไว้เกิดการสะดุดเป็นระยะ ส่งผลให้มวลอากาศหนาวทะลักลงมาในซีกโลกเหนือ
ในพื้นที่ที่แทบไม่มีหิมะตก เมื่อเกิดหิมะตกย่อมสร้างความปั่นป่วน ขณะที่พื้นที่หนาวอยู่แล้ว แม้เคยชินกับหิมะ แต่ไม่ใช่ในระดับนี้ เหตุการณ์ที่คล้ายภาพในภาพยนตร์ The Day After Tomorrow ที่เกิดขึ้นในนิวยอร์กเมื่อสัปดาห์ก่อน สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก
บทความนี้เขียนต่อระหว่างนั่งเครื่องบินจากนอร์เวย์ไปฟินแลนด์ ตอนนี้กัปตันกำลังประกาศว่า เฮลซิงกิอากาศหนาวมาก หิมะถล่ม มองแทบไม่เห็นอะไรเลย แต่เราจะพยายามลงจอด ใครต้องต่อไฟลท์ ให้ทำใจไว้ล่วงหน้า ลงเครื่องเมื่อไหร่ให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่
แย่แล้ว… คนเขียนบทความกำลังจะเป็นผู้ประสบภัยแล้ว
ผมยังไม่รู้อนาคตว่าเที่ยวบินจะเลื่อนไปอีกนานแค่ไหน จะต้องเปลี่ยนไฟลท์ใหม่ไหม ไม่รู้อะไรเลย ถามคุณแอร์โฮสเตสก็ตอบอะไรไม่ได้ บอกได้แต่ว่าสภาพอากาศตั้งแต่ต้นปีเป็นเช่นนี้ตลอด คาดเดาอะไรไม่ได้
ในตอนแรกบทความไม่ได้ชื่อนี้ แต่เมื่อจะเป็นผู้ประสบภัยเสียเอง ผมจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “วันพรุ่งนี้อาจไม่มีอนาคต” ก็ไม่ถึงกับตายพร้อมกันทั้งโลกหรอกครับ ควรเป็นคำว่า “ไม่รู้” มากกว่า “ไม่มี” แต่พาดหัวมันต้องเรียกแขกหน่อย แถมยังพ้องเสียง อ่านแล้วดีด้วย
โอ๊ย ๆ เครื่องบินตกหลุมอากาศรัว ๆ มองนอกหน้าต่างไม่เห็นอะไรเลย ขาวโพลนไปหมด โอ๊ย! ตกอีกแล้วฮะ เคยนั่งเครื่องบินมาเป็นพันเที่ยว หนนี้หนักจริง
ผ่านมาได้แล้ว แต่รถไฟเข้าเมืองดีเลย์ ต้องใช้เที่ยวจอดไม่ยั้ง พอออกจากสถานีรถไฟ หิมะตกไม่ลืมหูลืมตา ทั้งถนนเต็มไปด้วยหิมะหนาเป็นคืบ ลากกระเป๋าไม่ไป ผมต้องไปหาล็อกเกอร์ฝากกระเป๋าก่อนไปเช็คอินเข้าโรงแรมที่โชคดีเลือกอยู่ข้างสถานี จากนั้นค่อยทยอยหิ้วกระเป๋าจากล็อกเกอร์มาทีละใบ
เล่าละเอียดเพราะอยากให้คุณเห็นภาพ หิมะท่วมเมืองมันเดือดร้อนไปทุกอย่าง และนั่นเป็นวิถีชีวิตในโลกยุคใหม่ที่เราจะเจอบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าไปฝั่งซีกโลกใต้ ออสเตรเลียเจอคลื่นความร้อนมารัว ๆ เกิดไฟป่าหลายแห่ง ขณะที่แอฟริกาเจอพายุไซโคลนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี เกิดน้ำท่วมกลายเป็นภัยพิบัติที่ตอนนี้ยังไม่ยุติ แม้แต่ในเขตร้อน หลายประเทศในแอฟริกาเหนือและกลางเจอภัยแล้งอย่างหนัก
โลกร้อนยังไม่มีความยุติธรรมใด ๆ เพราะคนทวีปแอฟริกาปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 4% แต่กลับเป็นทวีปที่อุณหภูมิร้อนขึ้นเร็วที่สุด และได้รับผลกระทบหลายอย่างในระดับรุนแรง ในประเทศอื่นอาจเพียงติดขัดขลุกขลัก แต่คนหลายล้านในแอฟริกากำลังต้องอพยพทิ้งบ้านเรือนไร่นาเพื่อหนีตาย
สำหรับเมืองไทย หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ เรายังไม่เจอภัยพิบัติรุนแรง แต่สภาพอากาศเริ่มเปลี่ยนจนรู้สึกได้ กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าหน้าร้อนตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ นั่นเป็นสิ่งที่หากย้อนเวลาไป 40–50 ปี คงเป็นเรื่องตลกขบขันอย่างถึงที่สุด
สิ่งที่กำลังใกล้เข้ามาคือหน้าร้อนของจริงที่อาจร้อนกว่าปี 2568 เพราะอิทธิพลของเอลนีโญ และยังหมายถึงฝนที่น้อยกว่าในช่วงหน้าฝน หนาวที่น่าจะน้อยลงไปจนถึงสิ้นปี พายุที่ไม่มีใครบอกได้ว่าจะเข้ามากี่ลูก จะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือภัยพิบัติระดับไหน
เมื่อมองหาความหวัง หลายสิ่งไม่เป็นตามที่คิด ผลจากนโยบายที่เปลี่ยนไปทำให้อเมริกาเริ่มปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังจากลดลงอย่างต่อเนื่องมาหลายปี
ขณะที่บริษัทรถยนต์ในยุโรปยอมรับความจริงว่าการเลิกผลิตรถเครื่องยนต์สันดาปในปี ค.ศ. 2030 เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในเชิงธุรกิจ จำต้องเลื่อนออกไปอีกอย่างน้อย 5 ปี นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าการใช้น้ำมันยังไม่ถึงจุดพีคในระยะเวลาอันใกล้ โลกอาจต้องใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปนานกว่าที่คาดไว้
จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ธรรมชาติกำลังตะโกนเตือนเราว่าแย่แล้ว ส่งภัยพิบัติมารัว ๆ ให้เราเดือดร้อนหนักขึ้น แต่เราก็ยังคงปิดหูปิดตา หรือทำท่าไม่รู้จะทำอย่างไร และดำเนินชีวิตต่อไปพลางบ่นว่าโลกร้อนแย่จังนะ
ผลกระทบมากขึ้น ความหวังน้อยลง สำหรับผม คงได้แต่เล่าเรื่องตามความเป็นจริงที่เห็นมา เจอมา และค้นคว้ามา
วันพรุ่งนี้อาจไม่มีอนาคต…
โลกร้อนยังไม่มีความยุติธรรมใด ๆ เพราะคนทวีปแอฟริกาปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 4% แต่กลับเป็นทวีปที่อุณหภูมิร้อนขึ้นเร็วที่สุด และได้รับผลกระทบหลายอย่างในระดับรุนแรง ในประเทศอื่นอาจเพียงติดขัดขลุกขลัก แต่คนหลายล้านในแอฟริกากำลังต้องอพยพทิ้งบ้านเรือนไร่นาเพื่อหนีตาย
สำหรับเมืองไทย หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ เรายังไม่เจอภัยพิบัติรุนแรง แต่สภาพอากาศเริ่มเปลี่ยนจนรู้สึกได้ กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าหน้าร้อนตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ นั่นเป็นสิ่งที่หากย้อนเวลาไป 40–50 ปี คงเป็นเรื่องตลกขบขันอย่างถึงที่สุด
สิ่งที่กำลังใกล้เข้ามาคือหน้าร้อนของจริงที่อาจร้อนกว่าปี 2568 เพราะอิทธิพลของเอลนีโญ และยังหมายถึงฝนที่น้อยกว่าในช่วงหน้าฝน หนาวที่น่าจะน้อยลงไปจนถึงสิ้นปี พายุที่ไม่มีใครบอกได้ว่าจะเข้ามากี่ลูก จะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือภัยพิบัติระดับไหน
เมื่อมองหาความหวัง หลายสิ่งไม่เป็นตามที่คิด ผลจากนโยบายที่เปลี่ยนไปทำให้อเมริกาเริ่มปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังจากลดลงอย่างต่อเนื่องมาหลายปี
ขณะที่บริษัทรถยนต์ในยุโรปยอมรับความจริงว่าการเลิกผลิตรถเครื่องยนต์สันดาปในปี ค.ศ. 2030 เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในเชิงธุรกิจ จำต้องเลื่อนออกไปอีกอย่างน้อย 5 ปี นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าการใช้น้ำมันยังไม่ถึงจุดพีคในระยะเวลาอันใกล้ โลกอาจต้องใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปนานกว่าที่คาดไว้
จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ธรรมชาติกำลังตะโกนเตือนเราว่าแย่แล้ว ส่งภัยพิบัติมารัว ๆ ให้เราเดือดร้อนหนักขึ้น แต่เราก็ยังคงปิดหูปิดตา หรือทำท่าไม่รู้จะทำอย่างไร และดำเนินชีวิตต่อไปพลางบ่นว่าโลกร้อนแย่จังนะ
ผลกระทบมากขึ้น ความหวังน้อยลง สำหรับผม คงได้แต่เล่าเรื่องตามความเป็นจริงที่เห็นมา เจอมา และค้นคว้ามา
วันพรุ่งนี้อาจไม่มีอนาคต…