logocarbonmarketsclub
Dr-Thorn-DEC-05

กลัวโลกร้อนเลือกพรรคไหนดี ?

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

บทความนี้ไม่ได้มุ่งประสงค์การชี้ชวนทางการเมือง ใครหวังว่าผมจะบอกให้เลือกพรรคนั้นพรรคนี้ ขอจงหมดหวัง แต่ตั้งใจเขียนเพื่อบอกว่าพรรคที่สนใจโลกร้อนจริงจัง ควรมีลักษณะใดบ้าง อย่างน้อยก็เป็นไอเดียให้คุณผู้อ่านนำไปในไตร่ตรองช่วยตัดสินใจเลือกพรรคที่ใช่ในเรื่องนี้

แล้วโลกร้อนมันสำคัญขนาดนั้นเชียวเหรอ ? ขอนำสถานการณ์โลกร้อนที่เราเจอในปี 2568 มาสรุปให้ฟัง นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าอุณหภูมิโลกในปีที่เพิ่งผ่านมา ร้อนกว่าค่าเฉลี่ยปีฐานถึง 1.48 องศา และจะเป็นปีที่ร้อนเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ เป็นรองเพียงปี 2567 นอกจากนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกใน 4 ปีที่ผ่านมา ล้วนแต่ร้อนเพิ่มขึ้นแตะ/เกิน 1.5 องศา ทั้งที่ข้อตกลงปารีส (ค.ศ.2015) ตั้งเป้าไว้ว่าเราจะคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ไม่ใช้เกินนั้นในปี 2100

ว่าง่าย ๆ คือเราแตะเส้นตายแล้ว ทั้งที่ตกลงกันไว้ว่าควรเป็นเช่นนั้นในอีก 75 ปีข้างหน้า สถานการณ์จึงย่ำแย่สุด ๆ โลกร้อนทำให้เกิดความแปรปรวนไปเสียทุกอย่าง ภัยพิบัติเกิดถี่ยิบ ทั้งเมืองไทยและเมืองนอกจนแทบไม่ต้องเล่าซ้ำ หรือแม้กระทั่งช่วงปีใหม่ พายุหิมะถล่มญี่ปุ่น 2-3 วัน จากนั้นอุณหภูมิเด้งขึ้นจนร้อนแบบไม่ใช่หน้าหนาว จากนั้นพายุหิมะก็มาใหม่ อากาศสวิงขึ้นลงมากมาย ยังเกิดปรากฏการณ์ในอีกหลายแห่งทั่วโลก เช่น ความหนาวสุดขั้วในแคนาดา ร้อนสุดขั้วในออสเตรเลีย บ่งบอกถึงสัญญาณว่าโลกกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างถาวร และเรายังไม่คุ้นเคยหรือเก่งพอที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงแบบนั้น

จะคุ้นหรือไม่คุ้น จะเก่งหรือไม่เก่ง เราก็ต้องเจอกันสถานการณ์เช่นนั้นอยู่ดี และความหวังของประชาชนก็คงต้องเป็นรัฐบาลที่เราเลือกมาว่าจะนำพาประเทศไทยสู้กับสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร ? เพราะโลกร้อนไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่น้ำท่วม ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 หรือทะเลพัง โลกร้อนยังครอบคลุมประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ เช่น การส่งออก/การท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน ประเด็นเรื่องสังคม เช่น การอพยพของผู้คนไปหางานหาเงินที่อื่นเพราะทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่พินาศจนไม่สามารถทำมาหากินได้อีกต่อไป

แม้โลกร้อนจะครอบคลุมไปทุกเรื่อง แต่การนำเรื่องโลกร้อนมาเชื่อมต่อกับการเมืองนับเป็นเรื่องยาก เพราะมันแฝงไปในทุกด้าน อีกทั้งต้องใช้ความเข้าใจในแก่นแท้ ยังยากต่อการกรองออกมาเป็นนโยบายหรือเป้าหมายในการหาเสียงให้คนส่วนใหญ่เข้าใจ ประเด็นของโลกร้อนจึงโผล่มาแค่บางส่วน เช่น ป้องกันภัยพิบัติ เศรษฐกิจโลว์คาร์บอน ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (โลกร้อน อากาศสะอาด ฯลฯ ที่ไม่ไปถึงฝั่งฝันเสียที) และเป็นเพียงนโยบายรองหรือสอดแทรกอยู่ลึก ๆ ขณะที่นโยบายหลักคือการเพิ่มรายได้ (แจกตังค์) ลดค่าใช้จ่าย (เสียตังค์น้อยลง) ฯลฯ ที่ผู้คนเข้าใจมากกว่า ทั้งที่แท้จริงแล้วโลกร้อนเกี่ยวกับเงินเต็ม ๆ ทั้งเงินในวันนี้และเงินในอนาคต รวมถึงการศึกษาเพื่อหางานทำของลูกเราหลานเรา

เกริ่นนำมายาวเหยียด ขอเข้าประเด็นตามหัวเรื่องเลือกพรรคไหนดี ? โดยเริ่มจากการใช้เทคนิคการตัดออก พรรคไหนที่ไม่กล่าวอะไรเลยเกี่ยวกับโลกร้อนหรือเศรษฐกิจสังคมสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับโลกร้อน มุ่งหน้าเฉพาะการแจกตังค์หรือลดค่าใช้จ่าย นั่นคือพรรคที่สมควรถูกตัดออก เพราะไม่คิดแม้กระทั่งโลกร้อนมีจริง ไม่เชื่อหรือไม่ใส่ใจ แล้วจะเก็บไว้เป็นตัวเลือกทำไมเล่าครับ

การตัดครั้งแรกคงกำจัดพรรคตัวเลือกไปได้เป็นกอบเป็นกำ เหลืออยู่เพียงไม่เท่าไหร่ที่ยังคงใส่นโยบายหรือเป้าหมายเกี่ยวกับโลกร้อนไว้บ้าง คราวนี้ลองดู 3 หัวข้อหลัก ‘ลด รับ และปรับตัว’ ลองดูสิว่ามีอยู่ในข้อไหน เช่น

ลด - เราจะผลักดันให้เมืองไทยเป็น Net Zero 2050 เราจะเร่งดัน พ.ร.บ.โลกร้อนให้ออกมาในปี 2569 เราจะส่งเสริมไฟฟ้าและพลังงานสายกรีน จะไม่มีรถเมล์ดำในยุคของเราอีกต่อไป จะสนับสนุนให้รถ ev เพิ่มขึ้นเป็น 30% ใน 5 ปี ลดหย่อนภาษีให้บุคลหรือองค์กรที่สนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก ผลักดันเทคโนโลยีที่ช่วยดูดซับ/กักเก็บคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม ฟื้นฟูและดูแลระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อการดูดซับก๊าซเรือนกระจก

รับ - เราจะวางแผนยกระดับการรับมือภัยพิบัติทุกรูปแบบ ให้ครบทุกด้านทั้งการศึกษาวิจัย การวางแผน การเตรียมการ/ซ้อม การเตือนภัย การรับมือในภาวะฉุกเฉิน การเยียวยา รวมถึงผลักดันให้กระจายความรู้ด้านรับมือภัยพิบัติให้คนทั่วไปรับทราบทั้งการศึกษาตามระบบและนอกระบบ เราจะรับมือธรรมชาติและระบบนิเวศที่เปลี่ยนไปด้วยการฟื้นฟู เก็บรักษาธรรมชาติที่ช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบจากโลกร้อนไว้ให้ดีที่สุด

ปรับตัว – เราจะเร่งการศึกษาวิจัยเพื่อหาทางออก สนับสนุนการท่องเที่ยว/การเกษตรรุ่นใหม่ ปรับเปลี่ยนการศึกษาเร่งสนับสนุนอาชีพเพื่อสร้างงานยุคโลว์คาร์บอน เพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับโลกร้อนทั้งทางตรงและทางอ้อม สร้างฐานข้อมูลเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงเรื่องโลกร้อนและใช้อ้างอิงได้ ฯลฯ

ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมาผมก็แค่คิดแบบวูบ ๆ ถ้าเป็นระดับพรรคการเมืองมีกุนซือทำงานจริงจังควรจะได้ยุทธศาสตร์ นโยบาย หรือเป้าหมายที่ดีกว่านี้เยอะ ถ้าหากแค่นี้ยังทำไม่ได้ ก็ควรพิจารณาแล้วว่าพรรคนั้นไม่เหมาะสมสำหรับคนกลัวโลกร้อนแบบพวกเรา

สุดท้ายคือดูที่ตัวบุคคลและการกระทำ แต่ละพรรคมีคนที่รู้เรื่องเหล่านี้บ้างไหม มีนักวิชาการช่วยสนับสนุนบ้างหรือเปล่า มีการทำงานในอดีตที่ผ่านมาอย่างไร หรือแม้กระทั่งการหาเสียงยังทำร้ายธรรมชาติ ตอกป้ายกับต้นไม้ สร้างขยะมากมาย ฯลฯ ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้ จะอ้างว่าสั่งไปแล้วคนหน้างานไม่ทำตาม แล้วถ้าเป็นรัฐบาลจะต้องสั่งการผ่านกระทรวงทบวงกรม มันก็กลับมาเหมือนกันว่าสั่งแล้วไม่ทำ ผมไม่ผิด ตอบง่าย ๆ แบบนั้นก็สบายเกินไปไหมครับ

สุดท้าย ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมยังไงก็คงไม่จูงใจเท่ากับแคมเปญแจกตังค์หรือลดค่าใช้จ่าย ทว่า...ในหมวดนี้ถือเป็นบลูโอเชี่ยน แทบไม่มีการแข่งขัน ขณะที่แคมเปญเศรษฐกิจเป็นเรื่องยอดนิยมทำกันทุกพรรคและทำกันมานาน แคมเปญสิ่งแวดล้อมอาจไม่สามารถทำให้คน 5 ล้าน 10 ล้านตัดสินใจเลือกพรรค แต่อาจทำให้คน 5 แสน 1 ล้านที่ยังไม่รู้จะเลือกพรรคไหน (เป็นกลุ่มเยอะที่สุดในการเลือกตั้งหนนี้) รู้สึกดีใจว่าอย่างน้อยก็มีทางเลือกสำหรับคนรักโลกบ้าง

ยังมีเวลาอีกเดือนเศษก่อนจะถึงการเลือกตั้ง เราลองมาติดตามกันว่าพรรคการเมืองจะเสนออะไรให้คนกลัวโลกร้อนอย่างพวกเราบ้าง ผมยังเหลือโอกาสเขียนบทความเรี่องนี้ได้อีกหนึ่งตอนก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน (ต้นเดือนกุมภาพันธ์) มาลองดูสิว่าจะมีอะไรใหม่ ๆ ให้เขียนถึงไหม ?

แต่ถ้ายังไม่มีอะไร ขนาดโลกร้อนแรงจัดระดับนี้ พรรคการเมืองไทยยังไม่สนใจ ทำอะไรแต่แบบเดิม ๆ เราก็คงต้องปลงอนิจจังแล้วถือคติตัวใครตัวมันต่อไปครับ