ท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน
ท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
เราคงปฏิเสธการเดินทางไม่ได้ แม้การเดินทางจะเป็นส่วนหนึ่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 16% ของการปล่อยในโลกยุคนี้ แต่เราต้องเดินทางไปมาทุกวัน รวมถึงการขึ้นเครื่องบินที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าพาหนะชนิดอื่นใด ยิ่งถ้าเป็นเครื่องบินส่วนตัวประเภทไพรเวทเจ็ต จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าการเดินทางแบบอื่นๆ 4-10 เท่า เพราะตัวหารหัวมีน้อย
แม้จะเป็นเครื่องบินทั่วไป นั่งทีไรก็คงต้องเข้าใจว่า เรากำลังปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่นะ เยอะมากด้วย แต่คนเราต้องบินไปธุระหรือไปท่องเที่ยว เราจึงได้แต่หวังว่าโลกคงมีทางเลือกที่ดีขึ้น เปิดโอกาสให้เรารับผิดชอบต่อก๊าซเรือนกระจกที่เราปล่อยออกไป เคราะห์ดีที่ตอนนี้เทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทมากขึ้น อย่างแรกที่เห็นชัดคือน้ำมันเครื่องบินแบบ SAF (Sustainable Aviation Fuel)
SAF คือน้ำมันเครื่องบินแบบไบโอ นำน้ำมันต่างๆ ที่ใช้แล้ว เช่น น้ำมันพืชที่ใช้ทอดอาหาร มาเข้ากระบวนการเพื่อผลิตออกมาเป็นน้ำมันที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง กำลังเป็นที่นิยมกันทั่วโลก เพราะในอนาคตการบินจำเป็นต้องจ่ายภาษีคาร์บอน หากใช้น้ำมัน SAF จะช่วยประหยัดต้นทุนในเรื่องนี้ได้เยอะ ผู้โดยสารก็สบายใจเพราะอย่างน้อยก็ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เมืองไทยก็มีครับ ตัวอย่างเช่นโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง” ของบางจาก นำน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้วจากภาคครัวเรือน/ชุมชน โดยมีจุดรับซื้อตามปั๊มต่างๆ (ราคาดีด้วยนะ) รวมถึงการเชื่อมต่อกับผู้ผลิตทั้งรายย่อยและรายใหญ่ เพื่อจัดทำน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน โดยตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อยๆ ที่สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ที่กำลังเร่งในเรื่องนี้
บางสายการบินยังมีทางเลือกให้ผู้โดยสารช่วยกัน เช่น สิงคโปร์แอร์ไลน์ มีออปชั่นที่เราเข้าไปคำนวณได้ว่าเดินทางแค่นี้ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ ตัวอย่างคือกรุงเทพ-สิงคโปร์ ผู้โดยสารหนึ่งคนปล่อยก๊าซเรือนกระจก 111.6 กิโลกรัม หากเราต้องการช่วยโลก ซื้อคาร์บอนเครดิตได้ เงินเหล่านั้นจะนำไปใช้เพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านการรับรองในมาตรฐานสากล
เมื่อเรามาถึงแหล่งท่องเที่ยว หลายพื้นที่มีทางเลือกให้เราช่วยได้ ผมขอยกตัวอย่างจากแอฟริกาที่เพิ่งไปมาหมาดๆ แอฟริกาได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลัน ยังเกิดศัตรูพืช เช่น ตั๊กแตน ระบาดไปทั่ว หรือแม้กระทั่งระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น ต้นบัลบับ ต้นไม้ยักษ์อายุเป็นพันๆ ปี หลายต้นตายลงในช่วงเวลาเพียง 20 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์รายงานว่า เดิมทีต้นที่มีอายุยืนเกิน 1,200 ปีมีอยู่ 13 ต้น ตอนนี้ตายไปแล้ว 9 ต้น รวมถึง Panke the Tree บัลบับในซิมบับเวที่มีอายุกว่า 2,500 ปี เพิ่งตายไปเมื่อปี 2011
เมื่อมาถึงสนามบิน Victoria Falls ในประเทศซิมบับเว อย่างแรกที่ผมเห็นแล้วชอบมากคือเครื่องขายขวดน้ำ ecodrop มีขวดลวดลายสวยงามให้เลือกเพียบเลย เมื่อเราซื้อขวดไป จะสามารถไปเติมน้ำสะอาดตามจุดต่างๆ ที่มีเครื่องตั้งอยู่ เขามีแผนที่ให้เรียบร้อยว่ามีตรงไหนบ้าง แค่เอาขวดจ่อเข้าไปก็ได้น้ำสะอาด ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากการซื้อน้ำขวด ยังช่วยลดขยะพลาสติกได้อีกด้วย แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นธุรกิจ ตู้เหล่านั้นจึงเติมได้เฉพาะขวด ecodrop ขวดทั่วไปใช้ไม่ได้ เพราะขืนเปิดให้ใช้ ผู้คนคงแห่กันมาเติม
ในร้านขายของที่ระลึกที่แอฟริกาใต้ ผมลองเข้าไปดูสินค้า นอกจากสินค้าลดพลาสติก เช่น แก้วน้ำจากใยไผ่ ยังพบว่าหลายอย่างเป็นสินค้าธรรมดาแต่ติดฉลากสีเขียว I was made with Renewable Energy ทำมาจากไฟฟ้าสีเขียวล้วนนะจ๊ะ ไม่ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าขนาดเล็ก ประเภทพวงกุญแจ ที่ติดตู้เย็น เพราะสินค้าอื่นๆ ยังสั่งมาจากโรงงานขนาดใหญ่หรือนำเข้ามา คงไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะผลิตจากไฟฟ้าสีเขียวจริงจัง
ในเมืองไทยก็มีแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งที่เริ่มเน้นความเขียวให้มากขึ้น เช่น เกาะหมาก จังหวัดตราด ประกาศแนวทางชัดเจนว่าเป็น Low Carbon Destination ได้รับรางวัลระดับอินเตอร์มาหลายครั้ง มีธรรมนูญเกาะหมากที่ยอมรับร่วมกัน การลดขยะตั้งแต่ต้นทาง การใช้รถไฟฟ้ารวมถึงมีให้เช่า ยังรวมถึงการดูแลรักษาและศึกษาวิจัยระบบนิเวศหญ้าทะเลเพื่อช่วยดูดซับคาร์บอน ยังพัฒนาไปถึงขั้นมีบันทึกข้อตกลง MOU ร่วมกันจากหลายฝ่าย โดยมีบริษัทบางจากฯ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วยให้ความสนับสนุน การเลือกไปแหล่งท่องเที่ยวแบบนี้ทำให้เรามีความสุขกับการรักโลกมากยิ่งขึ้น ยังรวมถึงการสนับสนุนแนวทางของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เริ่มมีมาตรฐานการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอนแบบจริงจัง
ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นทางเลือกเล็กๆ ที่เราเริ่มเห็นมากขึ้น แต่เส้นทางยังอีกยาวไกล อุปสรรคสำคัญคือวิถีชีวิตแบบเดิมที่เน้นความสะดวกสบายและราคาค่าใช้จ่าย การรักโลกหมายถึงการต้องจ่ายมากขึ้น/สะดวกน้อยลง หลายคนจึงลังเลใจและไม่อยากเลือก ขณะที่ผู้ผลิตและผู้ให้บริการก็ลังเลเนื่องจากตลาดไม่ยอมรับ แข่งขันลำบาก แต่ในอนาคตอันใกล้ เมื่อโลกเดือดหนักขึ้นทุกที การรักโลกภาคบังคับจะหนักขึ้น เช่น ภาษีคาร์บอน เมื่อนั้นหลายอย่างจะเปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม บางทีเราก็ไม่ต้องรอให้เปลี่ยน หากเรามีโอกาส เราเลือกได้ เรารับผิดชอบได้ เราเริ่มก่อนได้ เพราะฉะนั้น เริ่มเลยครับ !