ลานีญาจะไปแล้ว จากนั้นคืออะไร?
ลานีญาจะไปแล้ว จากนั้นคืออะไร?
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
แค่อ่านชื่อเรื่อง คุณอาจตกใจ เพิ่งได้ยินคำว่าลานีญาไม่นานจะหมดแล้วหรือ? แล้วเราจะเจอฝนตกน้ำท่วมกระหน่ำบ้างไหม? ต่อจากนี้จะเป็นอะไร? นั่นคือเป้าหมายของเรื่องนี้ที่จะมาบอกเล่ากัน
ลานีญาคือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่วัดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิก โดยใช้อุณหภูมิเฉลี่ยเป็นเกณฑ์กำหนด หากอุณหภูมิต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 0.5 องศาเซลเซียส จะเข้าสู่ภาวะลานีญา แต่หากสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 0.5 องศาเซลเซียส จะเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ แต่ถ้าอยู่ระหว่างช่วง 0.5 ถึง -0.5 องศา เรียกว่าภาวะปกติ (Neutral)
ในระหว่างปี 2566-2567 เราโดนเอลนีโญหนัก โดยในช่วงพีคสุด อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2 องศา พอเข้ากลางปี 2567 น้ำเย็นลงจนกลับสู่ภาวะปกติ แต่สภาพอากาศทั่วโลกก็ยังแปรปรวน เกิดพายุถล่มฝนตกหนักมาเป็นระยะ จนมาถึงเดือนธันวาคมปี 2567 เราเริ่มเข้าสู่ภาวะลานีญาแบบอ่อน ๆ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย
หลายคนกลัวกันว่าเมื่อเข้าสู่ภาวะลานีญาแล้ว เราจะเจอความหนาวและฝนตกหนัก ความหนาวเราเจอไปแล้วครับ ฤดูหนาวที่ผ่านมาถือว่าหนาวกว่าปกติ และหนาวนานเมื่อเทียบกับช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ในตอนนี้เรากำลังเข้าฤดูร้อนก่อนไปเจอฤดูฝนในอีก 3-4 เดือน แต่ฝนอาจไม่หนักเท่าที่คิดเพราะลานีญากำลังจะหมดไปแล้ว
จากแบบจำลองของ NOAA หน่วยงานหลักในด้านนี้ คาดว่าลานีญาจะอยู่กับเราถึงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จากนั้นอุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะสูงขึ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติ หมายถึงฤดูฝนยังไม่มา แต่ลานีญาก็อาจจบลงแล้ว และเป็นลานีญาที่เบามาก ช่วงพีคจริงคือเดือนมกราคม อุณหภูมิผิวน้ำทะเลยังต่ำกว่า 0.5 องศาเซลเซียสไม่มากนัก เทียบกับช่วงที่เราโดนเอลนีโญไม่ได้เลย (ครั้งนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.8-2 องศาเซลเซียสต่อเนื่องกันหลายเดือน)
หลังจากเดือนพฤษภาคมไปจนถึงช่วงใกล้สิ้นปีเป็นฤดูฝนของบ้านเรา ขณะที่โลกอยู่ในภาวะปกติ ในความหมายคือ โอกาสเจอฝนหนักจนเกิดน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างหรือยาวนานมีน้อย แต่ต้องระวังไว้ คำว่าฝนหนักน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างนี้หมายถึงอุทกภัยในลักษณะเมื่อปี 2554 ที่สร้างความเสียหายรุนแรงให้บ้านเรา แต่ในยุคโลกร้อนจะมีอุทกภัยแบบฉับพลันและรุนแรงในช่วงเวลาสั้น บทเรียนจากปี 2567 ที่เราโดน rain bomb ตั้งแต่แม่สาย เชียงราย เชียงใหม่ เรื่อยไปจนถึงภาคใต้ เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแม้ไม่ได้อยู่ในช่วงลานีญา
หมายความง่าย ๆ ว่าโลกที่แปรปรวนสุดขีดในยุคนี้ โอกาสที่เกิดพายุรุนแรงหรือน้ำท่วมฉับพลันเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในช่วงลานีญา ขณะที่ความแห้งแล้งหรือความร้อนรุนแรงก็เกิดได้โดยไม่ต้องอยู่ในช่วงเอลนีโญ ขอจงอย่าประมาท แต่ถ้าเป็นช่วงเอลนีโญหรือลานีญาเสริมเข้าไป ความแรงที่เราเจอจะกลายเป็นดับเบิ้ลแรง เหมือนกับที่เราโดนเอลนีโญในปี 2566-2567
คราวนี้มาดูกันว่าหลังจากลานีญาจบ โลกเข้าภาวะปกติ 5-6 เดือน แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ? ตามแบบจำลองคือเราจะเริ่มเสี่ยงต่อการโดนเอลนีโญอีกครั้ง อุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเกิน 0.5 องศาเซลเซียส แต่แบบจำลองก็มีข้อจำกัดคือทำนายล่วงหน้าได้ไม่กี่เดือน เราจึงยังไม่แน่ใจว่าเอลนีโญจะมาเมื่อไหร่ และจะมีความรุนแรงแค่ไหน ที่พอบอกได้ ณ ตอนนี้คือยังไม่น่าจะมาในปีนี้ แต่ปีหน้าไม่แน่ และต้องตามดูอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นเอลนีโญในระดับใด
ข้อมูลในอดีตบอกเราว่า ยิ่งเวลาผ่านไป โลกยิ่งร้อนขึ้น เอลนีโญยิ่งมีผลทำให้อุณหภูมิโลกสูงหนักขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เอลนีโญในปี 2566-2567 แม้ไม่ได้รุนแรงถึงขีดสุดเมื่อเทียบกับเอลนีโญบางครั้งในอดีต แต่อุณหภูมิโลกก็พุ่งสูงจนสร้างสถิติใหม่ต่อเนื่อง ดังนั้น เอลนีโญครั้งหน้าต่อให้ไม่แรงมาก เราก็อาจจะเผชิญคลื่นความร้อนหนักกว่าเดิม
แต่ถ้าเป็นเอลนีโญระดับแรงมากล่ะ? ผมไม่อยากคิดถึงเลยครับ หากเทียบง่ายๆ คือปี 2566-2567 เป็นความแรงระดับแรงค์ B ในอดีตยังมีแรงกว่านี้ในระดับแรงค์ A ซึ่งถ้าเราโดนระดับนั้นเข้าไป รับรองว่าดูไม่จืด และที่สำคัญคือมันมาแน่ แต่จะมาเมื่อไหร่ยังไม่สามารถบอกได้ อาจจะเป็นช่วงปี 2569-2570 หรืออีก 4-5 ปีต่อจากนี้ ยังไงเสียก็ต้องมา ความท้าทายคือเราจะรับมือกับความร้อนดุจนรกนั่นได้ไหม? ขนาดภาวะปกติเรายังเอาตัวรอดแทบไม่ได้ ผลิตผลทางการเกษตรแปรปรวน ราคาพุ่งสูง ค่าครองชีพขึ้นสูงตาม เป็นเหมือนกันแทบทั้งโลก
บทสรุปของเรื่องนี้คือ ดีใจเล็กน้อยที่ลานีญาจะหมดไป และเราจะไม่โดนฝนหนักมากในปีนี้ แต่อย่าประมาท แม้ในปีที่อยู่ในภาวะปกติ จงเตรียมเงินทองและจิตใจเพื่อรับมือเอลนีโญที่อาจมาในปี 2569-2570 พร้อมให้ภาวนาไว้เยอะ ๆ ให้เป็นระดับอ่อนหรือปานกลาง หรือถ้าจะแรงจริงก็ควรแรงแค่แรงค์ B ขออย่าได้เจอระดับ A หรือ A+ มิฉะนั้น ตัวใครตัวมันแน่นอนครับ
อ้างอิงข้อมูลจาก : https://www.cpc.ncep.noaa.gov/products/analysis_monitoring/lanina/enso_evolution-status-fcsts-web.pdf