มหาวาตภัยทะเลเดือด
มหาวาตภัยทะเลเดือด
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
อ่านชื่อบทความนี้ อาจคิดถึงลมพายุพัดแรงกระหน่ำจนทะเลปั่นป่วนคล้ายทะเลเดือดแต่แท้ที่จริงหมายถึง 2 ข้อความครับหนึ่งคือทะเลเดือดที่หมายถึงทะเลร้อนจัด อีกหนึ่งคือพายุที่พัดแรงกระหน่ำเนื่องมาจากอุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลสูงจัด
โลกร้อน/ทะเลเดือด/พายุรุนแรง เกี่ยวข้องกันโดยตรงเมื่อก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยขึ้นไปมหาศาล ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ทะเลกินพื้นที่ 70.8% ของผิวโลก น้ำยังเก็บความร้อนได้มากกว่าอากาศทำให้ความร้อนของโลกค่อนหนึ่งสะสมอยู่ในทะเลติดต่อกันมานานหลายสิบปี จนท้ายที่สุดทะเลร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นคำว่าทะเลเดือด
แล้วทะเลเดือดจริงไหม? หากเดือดหมายถึงร้อยองศาเราคงไม่มีวันได้เห็นวันนั้นเพราะตายหมดโลกแล้ว เดือดในที่นี้จึงเป็นคำเปรียบเปรยหมายถึงทะเลร้อนขึ้นกว่าสมัยก่อนอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลจาก NOAA ชี้ให้เห็นว่าจริงและจริงมากด้วย
เมื่อดูจากกราฟที่ผมนำมาใช้ประกอบบทความจะเห็นเส้นสีแดงพร้อมตัวเลข 2023 อันหมายถึงอุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลของปีนี้มีให้ดูทั้งรายวันและรายเดือน เราจะเห็นว่าอุณหภูมิน้ำในปีนี้ทะลุทุกขีดจำกัดสร้างสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างปี 1982-2011 ในช่วงเวลาเดียวกัน ปีนี้สูงกว่าเกือบ 1 องศานั่นคือความหมายของทะเลเดือด

ทะเลเดือดเกี่ยวข้องโดยตรงกับพายุหมุนเขตร้อน (Tropical Storm) พายุพวกนี้เกิดในทะเล มีชื่อเรียกต่าง ๆ ตามระดับความแรงลมตั้งแต่ดีเปรสชั่น พายุโซนร้อน เรื่อยไปจนถึงพายุแรงสุด ได้แก่ ไต้ฝุ่น เฮอริเคนและไซโคลน
ไต้ฝุ่น เฮอริเคน และไซโคลนไม่ได้ต่างกันที่ความแรงลม แต่ต่างกันที่สถานที่เรียกชื่อไต้ฝุ่นจะเป็นคำที่ใช้ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ รวมถึงไทยด้วย ถ้าเป็นเฮอริเคนจะใช้กันแถวอเมริกา ปรกติหมายถึงฝั่งแอตแลนติก เช่น ฟลอริด้า แคริเบี้ยน ปัจจุบันเริ่มมีพายุในฝั่งแปซิฟิก แต่คนอเมริกายังคงเรียกเฮอริเคนสำหรับไซโคลนจะใช้กันในฝั่งมหาสมุทรอินเดีย เช่น ไซโคลนแถวบังคลาเทศ เมียนมาร์ ฯลฯ
เมื่อเข้าระดับมหาพายุเราจะใช้ความแรงลมเป็นตัวซอยย่อย CAT1-5 ยิ่งตัวเลขเยอะ ลมยิ่งแรง เรื่องนี้คงพอทราบกันแต่ที่บางท่านอาจไม่ทราบคือความแรงของพายุพวกนี้เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิน้ำทะเลยิ่งร้อนพายุยิ่งแรง จึงเป็นที่รู้กันว่าน้ำร้อนเติมพลังให้พายุ
ตัวอย่างเห็นง่ายสุดคือพายุ Otis ที่เพิ่งถล่มเมืองท่องเที่ยวในชายฝั่งเม็กซิโก ความน่ากลัวของพายุลูกนี้มี 2 ประการ อันดับแรกคือเกิดในบริเวณที่ไม่ค่อยจะเกิด เพราะปรกติเฮอริเคนมักเจอฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก แต่พายุโอติสเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกยังเป็นพายุแรงที่สุดที่ขึ้นฝั่งในเขตนี้เท่าที่บันทึกมาในประวัติศาสตร์ (ความเร็วลม 270 กม./ชม ในช่วงขึ้นฝั่ง)
อันดับสองที่น่ากลัวมากคือความแรงของพายุเพิ่มขึ้นเร็วมากจนเหนือคาดเพราะเดิมทีเป็นแค่พายุโซนร้อนลอยอยู่ในทะเล ไม่คิดว่าจะขึ้นฝั่งด้วยซ้ำจนเมื่อเหลือเวลาแค่ 16 ชั่วโมงจึงพอคาดได้ว่าพายุจะแรงขึ้นกลายเป็นเฮอริเคน CAT1 และอาจขึ้นฝั่งในอีก 1-2 วัน
ทว่า...พายุเร่งความแรงจนกลายเป็น CAT5 ในช่วงเวลาสั้นที่สุดที่บันทึกมาในเขตนี้ และพุ่งขึ้นฝั่งเร็วกว่าคาดที่เมืองท่องเที่ยวสำคัญของเม็กซิโกมีประชากร 8 แสนคน สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมากมาย (ดูภาพประกอบจาก Wikipedia จะเห็นว่าพายุเปลี่ยนจากสีฟ้าที่เป็นพายุโซนร้อนกลายเป็นสีม่วงที่เป็นเฮอริเคน CAT5 ภายในระยะทางสั้นๆก่อนเข้าฝั่ง)
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอธิบายได้ด้วยชื่อเรื่องที่ผมตั้งไว้พายุลอยอยู่เหนือเขตน้ำร้อนทั่วไปไม่มีปัญหา แต่เมื่อลอยเข้ามาในเขตน้ำร้อนจัดเนื่องจากเอลนีโญบวกโลกร้อนทำให้พายุทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว


เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นลองดูภาพอุณหภูมิน้ำทะเลโลกในช่วงนั้นประกอบจะเห็นว่าน้ำไม่ได้ร้อนแบบกระจายกันไปทั่ว แต่จะร้อนจัดในบางพื้นที่ ตรงนั้นจึงเป็นเสมือนพื้นที่จุดระเบิดสำหรับพายุแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกลูก ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ประกอบอีกเยอะ แต่พื้นที่ในมหาสมุทรที่มีลักษณะแบบนี้จะมีแต่มากขึ้นและมากขึ้นเพราะโลกร้อนทำให้มหาสมุทรร้อนขึ้นทุกวันยิ่งปีไหนมีเอลนีโญ พื้นที่จุดระเบิดจะมีมากเป็นพิเศษ
พายุในลักษณะนี้จึงเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเจอมากที่สุดเพราะเราคุ้นเคยกับพายุที่ลอยมาในมหาสมุทร ทำนายความแรงได้แต่เนิ่น ๆ เพื่อวางแผนการรับมือ เช่น อพยพเราไม่ต้องการพายุที่เปลี่ยนจากพายุโซนร้อนธรรมดากลายเป็นเฮอริเคน CAT5 ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงและคาดเดาเวลาหรือพื้นที่พายุเข้าไม่ได้อพยพไม่ทัน เพราะมันเป็นเหมือนจรวดที่พุ่งโจมตีชายฝั่ง ยิ่งถ้าเป็นประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวยความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนับว่ามหาศาล คาดการณ์ว่าพายุโอติสสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ 15 พันล้านเหรียญ (5.5 แสนล้านบาท) กลายเป็นพายุที่สร้างความสูญเสียมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเม็กซิโกมากกว่าลูกเดิมถึง 2 เท่า
แน่นอนว่าเราไม่อยากเจอพายุแบบโอติสอีกแล้วแต่เรากลับทำในสิ่งตรงกันข้ามปริมาณก๊าซเรือนกระจกในปีนี้น่าจะสูงเป็นสถิติใหม่อีกเช่นเคย และยังไม่รู้ว่าจะถึงพีคในปีไหนอีกทั้งก๊าซเรือนกระจกยังสะสมอยู่ในบรรยากาศหลายสิบปีหรือกว่านั้น ทะเลย่อมร้อนขึ้นเรื่อยๆในช่วงชีวิตคน เราจึงไม่มีทางเลี่ยงที่จะเจอพายุแบบนี้บ่อยขึ้นและบ่อยขึ้น อีกทั้งประชากรโลกค่อนหนึ่งอยู่ตามแถบชายฝั่งเมืองใหญ่ๆ เขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ล้วนอยู่ตามชายทะเลทั้งนั้น พายุจึงส่งผลรุนแรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งโลก
มหาวาตภัยทะเลเดือดจึงไม่จบไปพร้อมกับพายุลูกใดลูกหนึ่งแต่ความเสี่ยงที่เจอจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งโลกพยายามเตือนมาตลอด
และยังคงเตือนต่อไป ท่ามกลางความพยายามในการตัดจบก๊าซเรือนกระจกของโลกยังไม่เห็นวี่แววว่าจะทำได้ในอนาคตอันสั้น...