บทเรียนจากจาเมกา มหาวิบัติพายุโลกร้อน
โพสต์เมื่อ : 2 พ.ย 2568 เวลา 4:50 น.
บทเรียนจากจาเมกา มหาวิบัติพายุโลกร้อน
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
จาเมกาเป็นประเทศเล็กๆ ในทะเลแคริบเบียน เป็นเกาะทั้งหมด ขนาดพื้นที่ 10,000 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่าจังหวัดเชียงใหม่ 2 เท่า มีประชากร 2.8 ล้านคน เป็นประเทศกำลังพัฒนา รายได้ต่อหัวประชากรต่อปี 250,000 บาท เศรษฐกิจส่วนใหญ่คือการท่องเที่ยวและการเกษตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบริมฝั่งทะเลที่ประชากรรวมตัวกันอยู่แถวนั้นจาเมกาเป็นประเทศที่อยู่ในเส้นทางพายุเฮอริเคน แต่ในอดีตมีพายุผ่านมาไม่มากนัก เช่น ใน ค.ศ. 1970–1999 (30 ปี) มีพายุรุนแรงจนส่งผลกระทบเพียง 7 ลูก ส่วนใหญ่ความเสียหายอยู่ระดับ 10 ล้านเหรียญ มีผู้เสียชีวิตน้อยมาก จะมีเพียงพายุกิลเบิร์ต (ค.ศ. 1988) ที่สร้างความเสียหายในระดับ 700 ล้านเหรียญ และมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป โลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ จากก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยไป ทะเลที่ดูดซับความร้อนไว้ 90% เริ่มรองรับไม่ไหว อุณหภูมิน้ำทะเลสูงมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณผิวหน้าน้ำทะเลที่มีบางจังหวะบางบริเวณที่อุณหภูมิอาจสูงกว่าอดีต 1–2 องศา
พายุหมุนเขตร้อนเกิดในทะเล พลังของพายุมาจากอุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเล ยิ่งทะเลร้อนเท่าไหร่ พายุยิ่งแรงขึ้นเท่านั้น ทำให้พายุในยุคหลัง ๆ แม้จะมีจำนวนใกล้เคียงกับพายุยุคก่อน แต่พายุแต่ละลูกรุนแรงขึ้นและก่อตัวเป็นพายุระดับมหาวิบัติได้เร็วมากขึ้น นั่นคือปัญหาของโลกร้อน
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021–2025 (5 ปี) มีพายุรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อจาเมกาถึง 6 ลูก เมื่อเทียบกับจำนวนพายุในช่วง ค.ศ. 1970–1999 (30 ปี) มีพายุรุนแรงแค่ 7 ลูก จะเห็นได้ว่าจำนวนพายุรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่โชคดีที่ยังไม่รุนแรงมากจนส่งผลกระทบมากมาย ส่วนใหญ่แค่เฉียดไปมา จวบจนวันที่ 28 ตุลาคม โชคดีของชาวจาเมกาหมดไป เมื่อพายุที่รุนแรงที่สุดเท่าที่บันทึกมาในทะเลแคริบเบียนเคลื่อนที่เข้าสู่จาเมกา
มหาพายุ Hurricane Melissa ความเร็วลมตอนขึ้นฝั่ง 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง (BBC) ไม่เคยมีพายุลูกไหนในมหาสมุทรแอตแลนติกที่ขึ้นฝั่งด้วยความเร็วลมระดับนี้ นี่คือมหาวิบัติตามเส้นทางที่พายุผ่านอย่างแท้จริง
พายุ Melissa เริ่มต้นอย่างไม่ค่อยมีคนสนใจ เป็นเพียงพายุโซนร้อนที่ลอยไปมาอยู่กลางทะเลหลายวัน แต่ในช่วงวันที่ 26 พายุเข้าสู่มวลน้ำร้อนในแคริบเบียนที่คาดว่าอุณหภูมิสูงกว่าปกติ 1.4–1.5 องศา ทำให้พลังของพายุทวีความรุนแรงขึ้น ในเวลาเพียง 18 ชั่วโมง ความเร็วลมเพิ่มขึ้น 2 เท่าเศษ จาก 115 กม./ชม. กลายเป็น 225 กม./ชม. จากพายุโซนร้อนกลายเป็นเฮอริเคนระดับ 5 และลมยังแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุด
วันที่ 28 ตุลาคม พายุความเร็วลม 295 กม./ชม. แรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ขึ้นฝั่งที่ทางตะวันตกและทางใต้ของเกาะจาเมกา ถล่มทุกอย่างที่ขวางหน้าในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ขนาดของพายุปกคลุมหมดทั้งเกาะ เสียงลมหวีดหวิวสลับกับอาคารบ้านเรือนพังทลาย คนที่รอดมาบรรยายตรงกันสั้น ๆ ว่านั่นคือวันสิ้นโลก
เมืองแถวนี้เกือบทั้งหมดอยู่ชายฝั่ง เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีหาดทรายสวยงาม หรือเมืองท่องเที่ยวตามธรรมชาติในพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น Black River ทุกอย่างพังหมด นอกจากลมที่รุนแรงแบบไม่เคยพบเคยเห็น ในทะเลยังเกิด Storm Surge พาคลื่นยักษ์สูง 10 เมตรถล่มบ้านเรือนตามริมฝั่งจนลึกเข้ามาในแผ่นดิน ฝนตกไม่ลืมหูลืมตาจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันไปทุกแห่งหน โคลนจำนวนมหาศาลถูกคลื่นและน้ำหลากพัดพามาทับถมตามอาคารบ้านเรือน ไฟฟ้าแทบทุกจุดในประเทศดับหมด ในบางพื้นที่เสาไฟโค่นล้มทุกต้น สวนมะพร้าวพังทลายล้มราบลงพื้น ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่สามารถเดินทางตามถนนไปไหนมาไหนได้ ทุกคนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างแท้จริง
พายุผ่านไปในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของฝันร้าย ผู้นำประเทศประกาศเขต Ground Zero ในจังหวัดที่พายุขึ้นฝั่ง นักข่าวต่างประเทศใช้เวลาเป็นวัน ๆ ในการเดินทางไปให้ถึง ภาพที่ส่งออกมาคือมหาวิบัติอย่างแท้จริง บ้านเรือนพังทลาย ไม่มีบ้านไหนมีหลังคาเหลือ แม้สิ่งก่อสร้างที่เป็นศูนย์อพยพ เช่น สถานีดับเพลิง อาคารหลักของทางการในชุมชน พังพินาศเกือบหมด สถานที่ประวัติศาสตร์ เช่น โบสถ์อายุ 300 ปี ผ่านกาลเวลาอันเนิ่นนาน พังทลายจนเหลือเพียงแค่กำแพง
ความช่วยเหลือจากนานาประเทศเข้ามา แต่ไปไม่ถึงพื้นที่วิบัติ สนามบินต่าง ๆ เสียหายเกือบหมด ต้องไปเริ่มต้นที่เมืองหลวงที่ห่างไกลออกไป ถนนใช้การไม่ได้ ต้องค่อยๆ นำต้นไม้ที่โค่นล้มออกไป ไฟฟ้ายังไม่มาในหลายต่อหลายพื้นที่ ประชาชนขาดอาหาร น้ำดื่ม และการพยาบาล คนส่วนใหญ่ต้องออกมานอนนอกบ้านเพราะกลัวว่าจะพังทลาย จนถึงเวลาที่ผมเขียนเรื่องนี้ หลายพื้นที่ยังตัดขาด พื้นที่ 75% ของประเทศยังไม่มีไฟฟ้า ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง จำนวนผู้เสียชีวิตเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนยังไม่อยากระบุไว้ในตอนนี้
พายุลดความรุนแรงลง ผ่านจากจาเมกาไปสู่เฮติ แต่ถึงกระนั้นก็มีผู้เสียชีวิตถึง 30 คนในประเทศนั้น ก่อนพายุจะพัดผ่านคิวบาและออกไปสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ทิ้งเพียงร่องรอยความเสียหายไว้เบื้องหลัง ทั้งชีวิตที่สูญเสียไปและความเสียหายทางเศรษฐกิจแบบย่อยยับยากฟื้นคืนในระยะอันสั้น
จาเมกาเป็นประเทศกำลังพัฒนา รายได้ต่อหัว 250,000 บาทต่อคนต่อปี แต่ความเสียหายจากพายุหนนี้ประเมินคร่าว ๆ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ พบว่าน่าจะประมาณเท่ากับรายได้ต่อหัวประชากร หรือประมาณ 250,000 บาทต่อคน หมายถึงพายุลูกเดียวสร้างความเสียหายได้เท่ากับรายได้ประเทศทั้งปี ลองตั้งใจคิดดูอีกที รายได้ทั้งประเทศตลอดทั้งปีหายไปในวูบเดียวเพียงไม่กี่ชั่วโมง และคงต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูทุกอย่างขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่พินาศไปจากพายุ การท่องเที่ยวที่ต้องหยุดชะงักไปหลายเดือนทั้งที่กำลังเข้าสู่ช่วงพีคซีซั่น ผลกระทบจึงต่อเนื่องยาวนานเพราะพายุเพียงลูกเดียว
และอย่าลืมว่า นั่นคือพายุที่เกิดจากโลกร้อน สิ่งที่มนุษย์ก่อกำลังย้อนกลับมาทำร้ายเรา นักวิทยาศาสตร์พบว่า เมื่อโลกร้อนขึ้นมา 1.4–1.5 องศา (ในขณะนี้) พายุระดับรุนแรงมากจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 4 เท่าเมื่อเทียบกับอดีต และหากโลกยังร้อนต่อไปเรื่อยๆ ในอีก 25 ปี เราจะเจอพายุระดับนี้เพิ่มขึ้นนับสิบ ๆ เท่า โดยไม่สามารถบ่งบอกได้ชัดเจนว่าที่ไหนจะโดนบ้าง เอาเป็นว่าตรงไหนที่เคยเป็นเส้นทางพายุ ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมหาศาล
ประเทศไทยโชคดีที่เราไม่ได้อยู่ในเส้นทางพายุโดยตรง ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา มีเพียงพายุเกย์เท่านั้นที่ขึ้นฝั่งในประเทศไทย แต่เราได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นที่ขึ้นฝั่งเวียดนาม เมื่อลมแรงมากขึ้น ผลกระทบยังยิ่งเข้ามาลึกในแผ่นดิน จังหวัดในภาคเหนือด้านตะวันออกและอีสานตอนบนจะยิ่งเสี่ยงต่อน้ำท่วมรุนแรงและฉับพลันมากยิ่งขึ้น ขณะที่จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันและภาคตะวันออกจะเสี่ยงต่อคลื่นลมรุนแรงและฝนตกหนักเพราะพายุหมุนดูดลมฝนเข้ามารวมตัวกันมากขึ้น
บทเรียนจากจาเมกาคือความเสี่ยงสูงสุดที่คนในประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้เพียงหลบภัยก่อนขึ้นมาพบว่าทุกอย่างที่ทำมาตลอดชีวิตพินาศสิ้น ประเทศที่ไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาฟื้นฟูซ่อมแซม ทั้งที่ชาวจาเมกา 2.8 ล้านคนปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับ 8 พันล้านคนทั่วโลก พวกเขาเป็นเพียงเหยื่อของภัยพิบัติโลกร้อนที่ตัวเองมีส่วนเพียงน้อยนิดในการก่อ แต่ธรรมชาติเมื่อเธอเกรี้ยวกราดแล้วไม่แยกแยะใดๆ
นั่นคือเหตุผลที่ตอนนี้โลกกำลังพูดถึงกองทุนเยียวยาและฟื้นฟูผลกระทบจากโลกร้อน เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ซวยกว่าประเทศอื่น โดยภัยพิบัติจนพังทลาย และจาเมกาไม่ใช่ประเทศแรก ก่อนหน้านั้นมีปากีสถาน ที่น้ำท่วมค่อนประเทศ มีอีกหลายต่อหลายชาติที่กำลังเจอผลกระทบระดับมหาวิบัติ ตูมเดียวจบ
อย่างไรก็ตาม กองทุนเยียวยาเป็นเพียงพลาสเตอร์แปะแผล ตราบใดที่ก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้นไม่หยุดยั้ง โลกยังร้อนด้วยอัตราเร่งเช่นนี้ การเยียวยาคือปลายเหตุ ช่วยได้แต่ไม่จบสิ้น ยังต้องเยียวยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างที่โลกเกรี้ยวกราดขึ้นทุกที จาเมกาจึงเป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของมหาวิบัติในโลกยุคใหม่
ก็แค่จะเป็นประเทศไหนต่อไป…
สวดภาวนาไว้ หวังว่าคงไม่ใช่เมืองไทยของเรา…