logocarbonmarketsclub
carbonmarket-1

รู้จัก “คัทลอส” ในวันที่โลกร้อนแรง

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์


ตลอดเดือนพฤษภาคม เมืองไทยชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน บางแห่งรุนแรงถึงขั้นน้ำท่วมฉับพลัน จนเราคาดการณ์ล่วงหน้าแทบไม่ได้ วันนี้น้ำจะเข้าบ้านไหม รถเราลุยน้ำไหวหรือเปล่า ที่น่าแปลกคือเราอยู่ในช่วงสภาวะปกติ ไม่ใช่เอลนีโญ ไม่ใช่ลานีญา เป็นช่วงเวลาที่ฝนฟ้าควรตกถูกต้องตามฤดูกาล แต่ทำไมมันไม่เหมือนสมัยก่อน คำถามเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ชาวนาในญี่ปุ่นสับสนในชีวิต อากาศร้อนบ้าง หนาวบ้างตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตข้าวและพืชผลการเกษตรตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ข้าวที่ได้ไร้คุณภาพ เอาไปขายแบบเดิมไม่ได้ ขณะที่พื้นที่การเกษตรดั้งเดิมเกิดความเปลี่ยนแปลงตามอากาศที่แปรปรวน

เมืองไทยอยู่ในเขตร้อน สภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกันทั่วประเทศ เราเจอผลกระทบน้อยกว่าญี่ปุ่นที่อยู่ในเขตอบอุ่น แต่ถึงกระนั้น ผลไม้และพืชบางชนิดที่ต้องการสภาพอากาศโดยเฉพาะ จะเริ่มเจอปัญหากับผลผลิตไม่เป็นไปตามคาด สภาพของฝนตกต่อเนื่อง บางครั้งรุนแรงเป็นหย่อม ๆ ในแบบ rain bomb ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันแบบ flash flood กลายเป็นที่สิ่งที่เกิดขึ้นประจำ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำบ่า โคลนถล่ม และน้ำรอการระบายในเขตเมือง จากปีที่แล้วถึงปีนี้ เราจะเห็นข่าวจากพื้นที่ซ้ำ ๆ เดิม เป็นพื้นที่เปราะบางจากน้ำท่วม ทั้งจากตำแหน่งที่ตั้งตามธรรมชาติ และผลการกระทำของมนุษย์ที่รุกล้ำทางน้ำ ผังเมืองที่ล้มเหลว ระบบระบายน้ำที่ไม่ได้ออกแบบไว้รองรับกับสภาพความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

ปัญหาคือเมื่อไหร่มันจะจบ ? เมื่อไหร่ฝนแบบนี้จะหายไป ? คำตอบคือไม่ครับ ไม่จบ และมีแต่เพิ่ม ในระยะสั้น ฝนอาจเบาลงบ้างตามพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา แต่เมื่อมองไปข้างหน้า อีกปีสองปี ห้าปี สิบปี สถานการณ์จะแย่ลง ตอนนี้เราอยู่ในฉากแรกของโลกเดือด ที่ยกระดับจากโลกร้อนไปอีกขั้น ภัยพิบัติจะทยอยมาแบบไม่หยุด แต่ข้อดีคือเราจะเห็นพื้นที่เสี่ยง เริ่มรู้วิธีหลีกเลี่ยง และปรับตัวหาทางดีที่สุดสำหรับเรา

“เรา” ในที่นี้คือตัวเรา แฟนและลูก ๆ คุณพ่อคุณแม่ “เรา” ไม่รวมคนทั้งหมด ทั้งประเทศ เราต้องหาทางรอดด้วยตัวเอง ไม่สามารถฝากความหวังกับ “ระบบ” หรือภาครัฐได้ เพราะเมื่อความสูญเสียเกิดขึ้น อย่างเก่งก็ได้เงินชดเชย อีกทั้งต้องเสียหายมากจนถึงขนาดประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ ถ้าเป็นระดับน้ำท่วมวูบเดียวรถจม อย่างนั้นต้องไปต่อรองกับประกันเอง น่าเสียดายที่มนุษย์มีความยึดติด เราเลือกอยู่ที่เดิมเพราะเคยชินและรู้สึกปลอดภัย เพราะปู่ย่าตายายก็ทำแบบนี้และสร้างตัวเรื่อยมา เรายึดติดกับอาชีพเดิม ๆ ในสมัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่ เพราะผู้ใหญ่อาบน้ำมาก่อน แต่สภาพเช่นนั้นไม่เหมาะเลยกับสิ่งที่เรากำลังจะเจอ สภาพโลกยุคร้อนจัดที่ผู้อยู่รอดต้องยืดหยุ่นและปรับตัวไว

ผมไปพูดเรื่องโลกร้อน ระบุพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ ทั้งน้ำท่วมซ้ำซากและน้ำทะเลสูงขึ้นในอนาคต คุณผู้ฟังเข้ามาคุยว่าอาจารย์บอกช้าไป หนูซื้อตรงนั้นไปแล้ว ตอนนี้น้ำก็ท่วมเป็นประจำ แต่คงต้องทนอยู่กันไป ผมพยายามอธิบายความหมายของ “คัทลอส” (Cut Loss) ที่นักเล่นหุ้นหรือนักลงทุนรู้จักกันดี หรือแม้กระทั่งคนที่ผ่อนรถต่อไม่ไหว ยอมให้ไฟแนนซ์ยึด คัทลอส (Cut Loss) คือยอมรับว่าตัวเองพลาด ยอมขาดทุนในตอนนี้เพราะมองไปข้างหน้าแล้วจะขาดทุนหนักยิ่งกว่า ได้เงินน้อยในวันนี้ดีกว่าจมลึก ๆ ลงไปจนไม่ได้เงินแต่ได้หนี้สินมาแทน

อย่างไรก็ตาม คนไม่ชอบคัท เราชอบทนเพราะคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่การทนต่อภัยพิบัติโลกร้อนไม่เหมือนทนต่อวิกฤตเศรษฐกิจ ผมผ่านยุคต้มยำกุ้ง ยุคแฮมเบอร์เกอร์และอื่น ๆ หลายยุคสมัย วงจรเศรษฐกิจมีตกก็มีขึ้นเป็นรอบ ๆ ใช้เวลา 10-15 ปี แต่วงจรโลกร้อนไม่เหมือนกัน เพราะวงจรโลกร้อนกินเวลาหลายหมื่นหรือนับแสนนับล้านปีตามวัฏจักรโลก หมายความว่าโลกจะร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภัยพิบัติจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน้อย 70-80 ปี ไม่มีทางหนี ไม่มีทางเลี่ยง การทนกับช่วงเวลายาวนานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่จบไม่สิ้นและจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเราทนไม่ไหว

นอกจากเราในตอนนี้ ยังรวมถึงการส่งต่อภาระให้ลูกหลาน บ้านที่ดินหรือกิจการที่สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างหนี้สินหรือล้มละลายฉับพลันในช่วงเวลาแค่ข้ามคืนที่ฝนตกกระหน่ำและน้ำบ่าลงมา เราคิดว่านั่นเป็นมรดก เอาไว้อยู่อาศัยทำมาหากิน แต่บางทีมันคือภาระที่จะสร้างความลำบากให้ลูกหลานเรา คำว่า “มรดก” ในยุคนี้จึงต้องเป็นสิ่งที่เราพิจารณาอย่างดีว่าไปต่อในยุคโลกเดือดได้ มิฉะนั้นก็ “คัทลอส” มรดกเสียเถิด ให้เงินสดลูก ไว้ไปเลือกที่อยู่ที่เหมาะสมในวันหน้า ไปทำกิจกรรมที่เหมาะสมในยุคหน้า ที่พวกเธอพวกเขาเป็นคนเลือกว่าเหมาะสมกับยุคสมัย ยังรวมถึงการ “คัทลอส” ในความคิดที่ยึดติดกันมาของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย อาชีพนั้นดีอาชีพนี้มั่นคง อาชีพนี้จนแน่นอน ได้ยินแบบนี้ทีไร อยากบอกว่าไม่มีอะไรแน่นอน ที่แน่นอนคือคนที่รักและทุ่มเทกับสายงานนั้น ๆ จะไม่มีวันตกอับ

อยากจบเรื่องนี้ว่ายุคโลกเดือดคือยุคที่เราต้องเริ่มรู้จัก “คัทลอส” ซึ่งแน่นอนว่าไม่ง่าย และไม่ได้หมายความว่าอ่านเรื่องนี้จบให้รีบไปขายทุกสิ่งทุกอย่าง แต่อยากให้เริ่มมองพื้นที่เกิดภัยพิบัติซ้ำซาก หาที่เหมาะสมในการอยู่อาศัยระยะยาว วางแผนปล่อยบางสิ่งที่แม้จะเป็นความทรงจำที่ดี แต่ไปต่อไม่ได้ในสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนเช่นนี้ เริ่มศึกษาหาทางดำเนินชีวิต ส่งเสริมลูกหลานให้ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ และเพิ่มทักษะในการเรียนรู้ บ่นให้น้อยลง อ่านให้มากขึ้น อย่าปลงตกง่ายๆ อย่ายอมปล่อยชีวิตล่องลอย ยืดหยัดปรับตัวสู้ รอบรู้ ยืดหยุ่น คล่องตัว ตัดสินใจด้วยเหตุผล ไม่ใช่แค่ฟังเขามา ไม่ปล่อยให้ความโลภบังตา ลดราคาถูกจัง ฯลฯ โชคดีกับการ “คัทลอส” ของทุกท่านในวันที่โลกร้อนแรงขึ้นครับ