จาก ESG Report สู่ Business Resilience เมื่อ Climate Risk กลายเป็นต้นทุนธุรกิจที่สำคัญ
จาก ESG Report สู่ Business Resilience เมื่อ Climate Risk กลายเป็นต้นทุนธุรกิจที่สำคัญ
กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ประธาน Carbon Markets Club
ในช่วงที่ผ่านมา ทิศทางของการทำงานด้านความยั่งยืนในระดับโลกได้เริ่มปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่องค์กรจำนวนมากให้ความสำคัญกับการทำรายงาน ESG การประกาศเป้าหมาย Net Zero หรือการสื่อสารด้านภาพลักษณ์องค์กร ไปสู่การตั้งคำถามที่ลึกและจริงจังกว่านั้นว่า ธุรกิจมีความพร้อมแค่ไหนในการรับมือกับโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนด้านภูมิอากาศรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ในเดือนเมษายน Reuters นำเสนอหลายบทความที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ค่อนข้างชัด โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “Uninsurable infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานและสินทรัพย์บางประเภทที่เริ่มมีความเสี่ยงสูงจนบริษัทประกันไม่ต้องการรับความเสี่ยง หรือปรับเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นและเกิดถี่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไฟป่า คลื่นความร้อน หรือพายุ
Reuters ระบุว่า ภัยธรรมชาติสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกกว่า 320,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2024 ขณะที่บริษัทประกันรับภาระค่าสินไหมราว 140,000 ล้านเหรียญ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมาก หลายประเทศจึงเริ่มกังวลว่า ในอนาคตอาจมีทั้งเมือง พื้นที่เศรษฐกิจ หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ต้นทุนประกันสูงเกินกว่าที่ภาคธุรกิจจะรับไหว
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะเมื่อ Climate Risk หรือความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเริ่มเชื่อมโยงกับต้นทุนประกันภัย ต้นทุนทางการเงิน มูลค่าสินทรัพย์ และการเข้าถึงแหล่งทุน โลกธุรกิจก็เริ่มมองเรื่องสภาพภูมิอากาศในฐานะ Financial Risk หรือความเสี่ยงด้านการเงินมากกว่าจะมองเป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมหรือการทำโครงการเพื่อสังคม CSR
แนวคิดนี้สอดคล้องอย่างมากกับข้อมูลและมุมมองจาก S&P Global โดยเฉพาะเรื่อง Physical Climate Risk หรือความเสี่ยงทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
S&P ชี้ว่า ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องเชิงนามธรรมอีกต่อไป แต่สามารถแปลงเป็นผลกระทบทางธุรกิจและตัวเลขทางการเงินได้จริง
S&P ประเมินว่า บริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกอาจเผชิญต้นทุนจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศสูงถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปีในช่วงทศวรรษ 2050 แม้โลกจะมีมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม
สิ่งที่น่าสนใจ คือ S&P ไม่ได้มอง Climate Risk ในภาพกว้างแบบนามธรรม แต่พยายามเชื่อมภัยธรรมชาติเข้ากับผลกระทบต่อธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม เช่น
- ภัยแล้งทำให้ต้นทุนน้ำสูงขึ้น
- น้ำท่วมทำให้ธุรกิจหยุดชะงักและเกิดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม
- อุณหภูมิที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนระบบทำความเย็นและกระทบการดำเนินงานและการผลิต
- พายุสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน
อีกจุดที่น่าสนใจ คือ การทำงานด้านความยั่งยืนในระดับโลกเริ่มเปลี่ยนจากการรายงาน ไปสู่ความสามารถในการปรับตัว มากขึ้น
ในอดีต หลายองค์กรให้ความสำคัญกับการประกาศเป้าหมาย Net Zero การทำรายงานด้าน ESG หรือการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน แต่วันนี้ นักลงทุนเริ่มถามลึกกว่านั้นว่า หากเกิดน้ำท่วมรุนแรง หากเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ หรือหากอุณหภูมิสูงขึ้นต่อเนื่อง ธุรกิจจะรับมืออย่างไร และจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน
S&P ยังสะท้อนอีกว่า นักลงทุนแต่ละกลุ่มไม่ได้ให้น้ำหนักเรื่อง ESG เหมือนกัน บางกองทุนให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล บางกองทุนเน้น Climate Strategy และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่อีกหลายกองทุนให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ ประเด็นด้านสังคม และความรับผิดชอบต่อลูกค้า
นั่นหมายความว่า การสื่อสารเรื่องความยั่งยืนแบบกว้าง ๆ หรือใช้ข้อความเดียวกับนักลงทุนทุกกลุ่ม อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
องค์กรจำเป็นต้องเข้าใจให้ลึกขึ้นว่า นักลงทุนกลุ่มใดถือหุ้นอยู่ นักลงทุนแต่ละกลุ่มให้ความสำคัญกับประเด็นใด ใช้บริษัทใดเป็นตัวอย่างในการเปรียบเทียบ (benchmark) และข้อมูลใดมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนจริง
ประเด็นนี้ทำให้บทบาทของทีมนักลงทุนสัมพันธ์ ทีมสื่อสารองค์กร และทีมงานบริหารความยั่งยืนเริ่มเชื่อมโยงกันมากขึ้น เพราะสิ่งที่นักลงทุนต้องการในวันนี้ ไม่ใช่เพียงรายงานที่สวยหรือข้อมูลที่ครบ แต่คือความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ว่าบริษัทกำลังเตรียมตัวรับมือกับอนาคตอย่างไร
อีกเรื่องที่ S&P ให้ความสำคัญมาก และถือว่าใหม่พอสมควร คือ เรื่อง AI และ Data Center ซึ่งอาจทำให้ “น้ำ” กลายเป็นประเด็นสำคัญระดับโลกในอนาคต
ที่ผ่านมา เวลาพูดถึง AI คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาล แต่สิ่งที่ S&P ชี้ให้เห็นคือ ระบบระบายความร้อนของ Data Center ต้องใช้น้ำในปริมาณสูงมากเช่นกัน โดยคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกอาจเพิ่มเกือบสองเท่าภายในปี 2030 ขณะที่การใช้น้ำก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ปัจจุบัน Data Center จำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความตึงตัวด้านน้ำสูงอยู่แล้ว ขณะที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เองก็เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำเข้มข้นมาก S&P ยกตัวอย่างกรณีของไต้หวัน ที่ภัยแล้งเริ่มกระทบต่ออุตสาหกรรมชิป ซึ่งอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานด้าน AI และเทคโนโลยีทั่วโลก
เรื่องนี้นับว่าน่าสนใจ เพราะที่ผ่านมา เวลาพูดถึงเศรษฐกิจดิจิทัล มักมองว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องพึ่งทรัพยากรธรรมชาติมากนัก แต่ในความเป็นจริง การเติบโตของ AI และ Data Center กลับต้องพึ่งทั้งพลังงานและน้ำในปริมาณมหาศาล
สำหรับประเทศไทย S&P ประเมินว่าความเสี่ยงสำคัญในระยะยาวไม่ได้อยู่ที่พายุเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง ความร้อน และ ความตึงตัวด้านน้ำ หรือ water stress รวมถึงความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งจัดเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางสูง
ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า บางพื้นที่ของกรุงเทพฯ อาจเผชิญระดับน้ำมากกว่า 2–3 เมตรในกรณีรุนแรง ขณะที่ความเสี่ยงด้าน water stress ของไทยอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า โลกธุรกิจกำลังเข้าสู่ยุคที่ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศไม่ได้อยู่ในรายงานด้านความยั่งยืนเท่านั้น แต่เริ่มเข้าไปอยู่ในเรื่องต้นทุน ประกันภัย การลงทุน การเงิน และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโดยตรง
ในอดีต องค์กรอาจยังสามารถแยกงานด้านความยั่งยืนออกจากงานด้านธุรกิจได้ แต่โลกกำลังทำให้เส้นแบ่งนี้หายไปเรื่อย ๆ
หากพื้นที่ดำเนินธุรกิจมีความเสี่ยงสูงขึ้น ต้นทุนประกันภัยจะสูงขึ้น
หากเกิดภัยแล้งหรือปัญหาด้านน้ำ ธุรกิจบางประเภทอาจไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ตามปกติ
หากห่วงโซ่อุปทานสะดุด ต้นทุนและความไม่แน่นอนจะเพิ่มขึ้น
และหากนักลงทุนเริ่มมองว่าบริษัทไม่มีแผนรับมือที่ชัดเจน ต้นทุนทางการเงินก็อาจสูงขึ้นตามไปด้วย
นั่นทำให้การเปิดเผยข้อมูลหรือการจัดทำรายงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
เพราะคำถามสำคัญของโลกธุรกิจในระยะต่อไป อาจไม่ใช่เพียงองค์กรมีรายงานด้านความยั่งยืนหรือยัง แต่คือองค์กรจะยังแข่งขัน ดำเนินธุรกิจ และรับมือกับความผันผวนได้ดีแค่ไหน ในโลกที่ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นต้นทุนจริงทางเศรษฐกิจมากขึ้นทุกปี
ความยั่งยืนจึงอาจไม่ได้ถูกวัดจากจำนวนรายงานหรือเป้าหมายที่ประกาศไว้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัว ความพร้อมในการรับมือ และความสามารถในการฟื้นตัวของธุรกิจ หรือ Business Resilience มากขึ้นเรื่อย ๆ
ที่มา
- Reuters – How to avert the looming crisis of uninsurable infrastructure?
- Reuters – If we don’t invest in reducing physical Climate Risk now, we’ll pay for it later
- S&P Global Energy – Thailand Yearbook Physical Risk Workshop
- Do You Nurture Your ESG-Focused Investors – or Simply Report to Them?