logocarbonmarketsclub
cover

ตลาดคาร์บอนไทย ก้าวที่ผ่านมา และก้าวต่อไป

กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร
ประธาน Carbon Markets Club

กว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พัฒนาตลาดคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นของการสร้างกลไกและความเข้าใจพื้นฐาน สู่การเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การระดมเงินทุนเข้าสู่โครงการด้านสภาพภูมิอากาศ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในโลกที่กำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนผ่านทั้งจำนวนโครงการและปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากช่วงเริ่มต้นที่มีการซื้อขายเพียงไม่กี่พันตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี สู่ระดับเกือบ 1.2 ล้านตันต่อปีหลัง COP26 ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ขึ้นทะเบียนแล้วมากกว่า 500 โครงการ ครอบคลุมทั้งภาคพลังงาน อุตสาหกรรม การจัดการของเสีย ป่าไม้และการเกษตร ตลอดจนภาคการขนส่ง สะท้อนถึงการเติบโตของทั้งอุปทานและอุปสงค์ในตลาดคาร์บอนไทย

หากมองย้อนกลับไป ในมุมมองของผู้เขียน เส้นทางการพัฒนาตลาดคาร์บอนของประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะสำคัญ
ระหว่าง พ.ศ. 2558–2563 เป็นช่วงของการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem Building) โดยมุ่งเน้นการวางรากฐานที่จำเป็นสำหรับตลาด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนามาตรฐาน T-VER การพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก การจัดทำระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับภาคธุรกิจและสังคม แม้ในช่วงดังกล่าวปริมาณการซื้อขายยังไม่มากนัก แต่ถือเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการเติบโตของตลาดในระยะยาว

เมื่อเข้าสู่ช่วง พ.ศ. 2564–2566 ตลาดคาร์บอนก้าวเข้าสู่ระยะ Demand Acceleration หรือการเร่งการเติบโตของอุปสงค์ การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero กลายเป็นวาระสำคัญของภาคธุรกิจทั่วโลก องค์กรจำนวนมากเริ่มกำหนดเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง ความต้องการคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปริมาณการซื้อขายภายใต้ T-VER เพิ่มจากระดับหลักแสนตันในช่วงก่อน COP26 สู่ระดับเกือบ 1.2 ล้านตันในปี 2565 สะท้อนการเติบโตของอุปสงค์ในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ตลาดคาร์บอนก็เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร ไม่ใช่เพียงกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่ออุปสงค์เติบโตอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญก็เริ่มเปลี่ยนจาก “มีคาร์บอนเครดิตหรือไม่” เป็น “คาร์บอนเครดิตนั้นมีคุณภาพเพียงใด” ส่งผลให้ช่วง พ.ศ. 2566–2568 กลายเป็นยุคของ Market Integrity หรือการยกระดับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของตลาด ประเด็นเรื่องความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ ความเป็นส่วนเพิ่มของการลดก๊าซเรือนกระจก (Additionality) และการป้องกันการนับซ้ำ กลายเป็นหัวใจสำคัญของการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ผู้ซื้อ นักลงทุน และสถาบันการเงินต่างต้องการข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้มากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยได้พัฒนามาตรฐาน Premium T-VER และกลไกต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพของตลาดให้สอดคล้องกับความคาดหวังของตลาดโลก ในขณะเดียวกัน จำนวนและประเภทของโครงการก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากโครงการพลังงานหมุนเวียนและการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในช่วงแรก สู่โครงการด้านป่าไม้ การเกษตร การจัดการของเสีย และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้ตลาดจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและการตรวจสอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อและนักลงทุนมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่สี่ คือ Market Implementation หรือการนำตลาดไปใช้จริง ซึ่งถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาตลาดคาร์บอน กลไกต่าง ๆ เริ่มเชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจจริงมากขึ้น ทั้งการดำเนินงานภายใต้มาตรา 6 ของความตกลงปารีส (Article 6 of the Paris Agreement) ความตกลงด้านคาร์บอนระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ การยกระดับเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) การจัดทำร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการขยายตัวของธุรกรรมคาร์บอนข้ามพรมแดน ซึ่งจะนำไปสู่กลไกสำคัญในอนาคต ทั้งระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS) ภาษีคาร์บอน และการใช้คาร์บอนเครดิต สะท้อนว่าตลาดคาร์บอนกำลังก้าวจากช่วงการเตรียมความพร้อมไปสู่การดำเนินงานจริง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือภาคสมัครใจไปสู่ส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ
แม้ประเทศไทยจะมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีหลายประเด็นที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ตลาดสามารถเติบโตได้ในระดับที่รองรับความต้องการในอนาคต

ประการแรก คือ การยกระดับระบบการวัด รายงาน และทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) และคุณภาพข้อมูลให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น เพราะความน่าเชื่อถือของข้อมูลคือรากฐานสำคัญของตลาดคาร์บอนที่มีคุณภาพ

ประการที่สอง คือ การเพิ่มจำนวนโครงการที่พร้อมรองรับการลงทุน (Investment-Ready Projects) เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคการเงินและนักลงทุนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้น

ประการที่สาม คือ การพัฒนาความสามารถในการเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ (International Interoperability) เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศและกลไกภายใต้มาตรา 6

ประการสุดท้าย คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต ตลาดซื้อขาย เทคโนโลยีการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัล (Tokenization) และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม อนาคตของตลาดคาร์บอนไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเทศไทยเพียงประเทศเดียว อาเซียนกำลังเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในการพัฒนาตลาดคาร์บอน ในด้านอุปทาน ภูมิภาคนี้มีทรัพยากรธรรมชาติและศักยภาพในการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก ทั้งโครงการด้านป่าไม้ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขณะที่ในด้านอุปสงค์ ความต้องการคาร์บอนเครดิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเป้าหมาย Net Zero ของภาคธุรกิจ ความต้องการจากห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงมาตรการระหว่างประเทศ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) และโครงการชดเชยและลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation: CORSIA)

ระหว่างอุปทานและอุปสงค์นั้น จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานของตลาดที่มีประสิทธิภาพ ทั้งระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต ตลาดซื้อขาย และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย

แม้อาเซียนจะมีศักยภาพสูง แต่ตลาดยังคงกระจัดกระจายอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ มาตรฐาน และกลไกที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ความร่วมมือระดับภูมิภาคจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างตลาดที่มีขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพ และสามารถดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น
ในช่วงที่ผ่านมา ได้เกิดความร่วมมือสำคัญสองกลไกที่มีบทบาทในการเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนอาเซียน กลไกแรก คือ High-Integrity ASEAN Carbon Initiative (HACI) ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ขับเคลื่อนโดยภาครัฐ ริเริ่มโดยรัฐบาลไทย โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเครื่องมือคาร์บอนคุณภาพสูง ยกระดับมาตรฐาน Premium T-VER สนับสนุนการเตรียมความพร้อมด้าน Article 6 และสร้างการยอมรับในระดับสากล โดยมี ASEAN Common Carbon Framework (ACCF) ACCF เป็นความร่วมมือที่เกิดจากการรวมตัวของสมาคมตลาดคาร์บอนใน 4 ประเทศอาเซียน โดยมี Carbon Markets Club ของประเทศไทย ร่วมกับ Malaysia Carbon Market Association (MCMA) ของมาเลเซีย Singapore Sustainable Finance Association (SSFA) ของสิงคโปร์ Indonesia Carbon Trade Association (IDCTA) ของอินโดนีเซีย และ ASEAN Alliance on Carbon Markets (AACM) เพื่อทำงานร่วมกันในภูมิภาค โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพ การเชื่อมโยงตลาด และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมข้ามพรมแดน

สำหรับประเทศไทย การพัฒนาตลาดคาร์บอนในช่วงที่ผ่านมาเป็นการสร้างระบบนิเวศของตลาด โดยช่วงต่อไปคือการสร้างการลงทุน การทำธุรกรรม และสภาพคล่องของตลาด เพื่อให้ตลาดคาร์บอนสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการระดมเงินทุนเข้าสู่โครงการลดก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

ก้าวต่อไปของตลาดคาร์บอนจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโครงการหรือจำนวนคาร์บอนเครดิต แต่คือการพัฒนาคุณภาพของคาร์บอนเครดิต สร้างตลาดที่มีความเชื่อมั่น เชื่อมโยงกันได้ และสร้างองค์ความรู้และขีดความสามารถของตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนการลดก๊าซเรือนกระจกให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง

(ข้อมูลจากการเสวนา APAC Carbon at a Crossroads: Signals, Risks & Strategies for 2026–2030 งาน Climate Futures APAC Summit 2026)