ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากสงคราม ความเสียหายอีกด้านของสงคราม ที่โลกอาจไม่ทันนึกถึง
โพสต์เมื่อ : 2 พ.ย 2568 เวลา 4:50 น.
ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากสงคราม ความเสียหายอีกด้านของสงคราม ที่โลกอาจไม่ทันนึกถึง
กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ประธาน Carbon Markets Club
เมื่อพูดถึงสงคราม ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงมักเป็นความสูญเสียทางชีวิต เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังมีความเสียหายอีกด้านหนึ่งที่มองไม่เห็นในทันที นั่นคือ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางของระบบพลังงานโลก
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรอบล่าสุดเริ่มเผยให้เห็นผลกระทบในมิตินี้อย่างชัดเจนมากขึ้น เมื่อมีการรวบรวมข้อมูลจากการติดตามด้วยดาวเทียมและรายงานของสื่อระหว่างประเทศ พบว่าในช่วงประมาณ 14 วันแรกของเหตุการณ์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การเผาไหม้ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง อยู่ในระดับประมาณ 5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตัวเลขนี้สะท้อนว่าภายในระยะเวลาเพียงสองสัปดาห์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถเพิ่มขึ้นในระดับที่เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบางประเทศขนาดเล็กตลอดทั้งปี
หากพิจารณาในเชิงอัตรา การปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5 ล้านตันในช่วง 14 วันแรก เทียบเท่ากับประมาณ 350,000 ตันต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสภาวะปกติ ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงเวลาสั้นเช่นนี้เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการเผาไหม้จากเหตุการณ์โจมตีคลังพลังงาน การระบายก๊าซจากระบบที่ได้รับความเสียหาย และการใช้เชื้อเพลิงในกิจกรรมทางทหาร ซึ่งล้วนเป็นแหล่งการปล่อยที่เกิดขึ้นทันทีและมีความเข้มข้นสูง
หากพิจารณาในเชิงอัตรา การปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5 ล้านตันในช่วง 14 วันแรก เทียบเท่ากับประมาณ 350,000 ตันต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสภาวะปกติ ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงเวลาสั้นเช่นนี้เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการเผาไหม้จากเหตุการณ์โจมตีคลังพลังงาน การระบายก๊าซจากระบบที่ได้รับความเสียหาย และการใช้เชื้อเพลิงในกิจกรรมทางทหาร ซึ่งล้วนเป็นแหล่งการปล่อยที่เกิดขึ้นทันทีและมีความเข้มข้นสูง
หนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับดังกล่าวคือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลวในภูมิภาคอ่าว โดยเฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรมของ Ras Laffan Industrial City ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวที่สำคัญของโลก เมื่อกระบวนการผลิตหรือการส่งออกหยุดชะงัก ก๊าซธรรมชาติที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ตามปกติในบางส่วนจำเป็นต้องถูกระบายหรือเผาทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรง นอกจากนี้ ความเสียหายของระบบยังเพิ่มความเสี่ยงของการรั่วไหลของมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงในระยะสั้น
ในเชิงโครงสร้างของตลาดพลังงานโลก ข้อมูลจาก Reuters ระบุว่าความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานก๊าซในกาตาร์อาจกระทบกำลังการส่งออกได้ประมาณหนึ่งในหกของระบบ หรือคิดเป็นปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลวสูงสุดประมาณ 35 ล้านตันต่อปีที่อาจหายไปจากตลาดโลก การหยุดชะงักในระดับนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความเสียหายเฉพาะจุด แต่ส่งผลต่อสมดุลของอุปทานพลังงานในระดับโลก และในบางกรณีอาจนำไปสู่การจัดการก๊าซส่วนเกินผ่านการระบายหรือการเผาทิ้งเพิ่มเติม ซึ่งเป็นแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง
แม้ว่าตัวเลข 5 ล้านตันในช่วง 14 วันแรกจะให้ภาพของผลกระทบในช่วงต้นได้อย่างชัดเจน แต่ลักษณะของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีนี้ไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับเหตุการณ์หลัก ระบบพลังงานต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ทั้งในด้านการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานและการปรับสมดุลของอุปทานและอุปสงค์ การปล่อยจึงมีลักษณะเป็นส่วนต่อเนื่องที่ยังคงเกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาดังกล่าว หากประเมินในกรอบแบบระมัดระวัง โดยสมมติว่าอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงจากช่วงสูงสุดเหลือประมาณ 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ จะเทียบเท่ากับการปล่อยในระดับประมาณ 70,000 ถึง 100,000 ตันต่อวันในช่วงต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาช่วงเวลาถัดมาอีกประมาณสองถึงสี่สัปดาห์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมเพิ่มเติมจะอยู่ในระดับประมาณ 1 ถึง 3 ล้านตัน ซึ่งสะท้อนว่าผลกระทบยังคงดำเนินต่อแม้เหตุการณ์หลักจะผ่านไปแล้วบางส่วน ดังนั้น เมื่อรวมกับช่วง 14 วันแรก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมในช่วงหนึ่งถึงสองเดือนแรกของความขัดแย้งมีแนวโน้มอยู่ในระดับประมาณ 6 ถึง 8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายใต้กรอบการประเมินแบบระมัดระวัง ตัวเลขนี้ยังไม่รวมผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นในระดับระบบพลังงานโลก
ในเชิงโครงสร้างของตลาดพลังงานโลก ข้อมูลจาก Reuters ระบุว่าความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานก๊าซในกาตาร์อาจกระทบกำลังการส่งออกได้ประมาณหนึ่งในหกของระบบ หรือคิดเป็นปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลวสูงสุดประมาณ 35 ล้านตันต่อปีที่อาจหายไปจากตลาดโลก การหยุดชะงักในระดับนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความเสียหายเฉพาะจุด แต่ส่งผลต่อสมดุลของอุปทานพลังงานในระดับโลก และในบางกรณีอาจนำไปสู่การจัดการก๊าซส่วนเกินผ่านการระบายหรือการเผาทิ้งเพิ่มเติม ซึ่งเป็นแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง
แม้ว่าตัวเลข 5 ล้านตันในช่วง 14 วันแรกจะให้ภาพของผลกระทบในช่วงต้นได้อย่างชัดเจน แต่ลักษณะของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีนี้ไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับเหตุการณ์หลัก ระบบพลังงานต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ทั้งในด้านการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานและการปรับสมดุลของอุปทานและอุปสงค์ การปล่อยจึงมีลักษณะเป็นส่วนต่อเนื่องที่ยังคงเกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาดังกล่าว หากประเมินในกรอบแบบระมัดระวัง โดยสมมติว่าอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงจากช่วงสูงสุดเหลือประมาณ 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ จะเทียบเท่ากับการปล่อยในระดับประมาณ 70,000 ถึง 100,000 ตันต่อวันในช่วงต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาช่วงเวลาถัดมาอีกประมาณสองถึงสี่สัปดาห์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมเพิ่มเติมจะอยู่ในระดับประมาณ 1 ถึง 3 ล้านตัน ซึ่งสะท้อนว่าผลกระทบยังคงดำเนินต่อแม้เหตุการณ์หลักจะผ่านไปแล้วบางส่วน ดังนั้น เมื่อรวมกับช่วง 14 วันแรก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมในช่วงหนึ่งถึงสองเดือนแรกของความขัดแย้งมีแนวโน้มอยู่ในระดับประมาณ 6 ถึง 8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายใต้กรอบการประเมินแบบระมัดระวัง ตัวเลขนี้ยังไม่รวมผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นในระดับระบบพลังงานโลก
ผลกระทบทางอ้อมดังกล่าวเริ่มปรากฏผ่านการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงาน โดยข้อมูลจาก Reuters ระบุว่าราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และในบางช่วงเพิ่มขึ้นมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ความผันผวนในระดับนี้ทำให้หลายประเทศต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานในระยะสั้น โดยอาจหันกลับไปใช้เชื้อเพลิงที่มีการปล่อยสูงกว่า เช่น ถ่านหินและน้ำมัน เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีศักยภาพในการเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับระบบ ซึ่งอาจมีขนาดของผลกระทบที่สูงกว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเหตุการณ์เฉพาะจุด
เมื่อแปลงตัวเลขการปล่อยในระดับ 6 ถึง 8 ล้านตันให้อยู่ในรูปที่จับต้องได้มากขึ้น หากใช้ความสามารถในการดูดซับคาร์บอนของป่าบกเป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่งโดยทั่วไปสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1 ตันต่อไร่ต่อปี ตัวเลขดังกล่าวจะเทียบเท่ากับการต้องมีพื้นที่ป่าประมาณ 6 ถึง 8 ล้านไร่เพื่อดูดซับคาร์บอนภายในระยะเวลา 1 ปี หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 9,600 ถึง 12,800 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นที่ของหลายจังหวัดรวมกัน การเปรียบเทียบนี้ช่วยให้เห็นภาพว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์มีขนาดใหญ่เพียงใดเมื่อเทียบกับความสามารถในการดูดซับตามธรรมชาติ
ในมุมของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ เหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่ต้องเผชิญกับปัจจัยที่สามารถทำให้การปล่อยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของนโยบายด้านพลังงานหรือสภาพภูมิอากาศโดยตรง
ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังสะท้อนข้อจำกัดของข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาจยังไม่สามารถติดตามและสะท้อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสถานการณ์ฉุกเฉินหรือความขัดแย้งได้อย่างครบถ้วน ทำให้ภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในบางช่วงเวลาอาจต่ำกว่าความเป็นจริง
ตัวเลขการปล่อยระดับ 6 ถึง 8 ล้านตันภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งเทียบเท่ากับพื้นที่ป่าหลายล้านไร่ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในบัญชีการปล่อยของโลก แต่เป็นเครื่องเตือนว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว และทำให้ภาพของความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวยิ่งซับซ้อนขึ้น
แหล่งอ้างอิง
เมื่อแปลงตัวเลขการปล่อยในระดับ 6 ถึง 8 ล้านตันให้อยู่ในรูปที่จับต้องได้มากขึ้น หากใช้ความสามารถในการดูดซับคาร์บอนของป่าบกเป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่งโดยทั่วไปสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1 ตันต่อไร่ต่อปี ตัวเลขดังกล่าวจะเทียบเท่ากับการต้องมีพื้นที่ป่าประมาณ 6 ถึง 8 ล้านไร่เพื่อดูดซับคาร์บอนภายในระยะเวลา 1 ปี หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 9,600 ถึง 12,800 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นที่ของหลายจังหวัดรวมกัน การเปรียบเทียบนี้ช่วยให้เห็นภาพว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์มีขนาดใหญ่เพียงใดเมื่อเทียบกับความสามารถในการดูดซับตามธรรมชาติ
ในมุมของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ เหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่ต้องเผชิญกับปัจจัยที่สามารถทำให้การปล่อยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของนโยบายด้านพลังงานหรือสภาพภูมิอากาศโดยตรง
ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังสะท้อนข้อจำกัดของข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาจยังไม่สามารถติดตามและสะท้อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสถานการณ์ฉุกเฉินหรือความขัดแย้งได้อย่างครบถ้วน ทำให้ภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในบางช่วงเวลาอาจต่ำกว่าความเป็นจริง
ตัวเลขการปล่อยระดับ 6 ถึง 8 ล้านตันภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งเทียบเท่ากับพื้นที่ป่าหลายล้านไร่ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในบัญชีการปล่อยของโลก แต่เป็นเครื่องเตือนว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว และทำให้ภาพของความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวยิ่งซับซ้อนขึ้น
แหล่งอ้างอิง
- Reuters — Iran targets energy facilities across Gulf after Israel strikes key sites (19 March 2026)
- Reuters — EU tells members to prepare for prolonged disruption to energy markets amid Iran conflict (31 March 2026)
- Reuters — Where does Europe get its gas and how is it affected by Middle East conflict? (March 2026)
- The Straits Times — Satellite-based analysis of increased gas flaring in the Middle East (March 2026)
- International Energy Agency — Global Gas Market Report / LNG Outlook