logocarbonmarketsclub
europecarboncredit-023

สหภาพยุโรปกับการกลับมาใช้คาร์บอนเครดิตจากนานาชาติ : บทบาทใหม่ของตลาดคาร์บอนโลก และโอกาสของไทย
และอาเซียน

กลอยตา ณ ถลาง
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กรบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธาน Carbon Markets Club


     หลังจากเว้นวรรคการใช้คาร์บอนเครดิตจากต่างประเทศมานานกว่า 12 ปี สหภาพยุโรปมีโอกาสที่จะกลับมาเปิดรับกลไกนี้อีกครั้งภายใต้กรอบเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศปี 2040 ซึ่งถูกเสนอโดยคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา


     ข้อเสนอดังกล่าวระบุว่า สหภาพยุโรปมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อย 90% ภายในปี 2040 เมื่อเทียบกับระดับปีฐาน 1990 เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ตามพันธกรณีของความตกลงปารีส (Paris Agreement)


     เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้เปิดทางให้ประเทศสมาชิกสามารถใช้คาร์บอนเครดิตจากตลาดนานาชาติได้อีกครั้ง โดยเริ่มในปี 2036 และจำกัดการใช้งานไว้ที่ไม่เกิน 3% ของเป้าหมายการลดการปล่อยในปี 2040


     แม้ตัวเลข 3% อาจดูน้อยในทางสัดส่วน แต่ในเชิงปริมาณแล้วอาจคิดเป็นหลายร้อยล้านตันของคาร์บอนเครดิต ซึ่งสามารถขับเคลื่อนการลงทุนข้ามพรมแดนได้ในระดับที่มีนัยสำคัญต่อตลาดโลก


     อย่างไรก็ตาม คาร์บอนเครดิตที่จะสามารถนำมาใช้นับรวมได้นั้น ไม่ใช่เครดิตใดก็ได้ แต่ต้องเป็น "คาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง" ที่ได้รับการรับรองจากกลไกภายใต้องค์การสหประชาชาติโดยเฉพาะภายใต้ระบบที่พัฒนาขึ้นจาก Article 6.4 ของความตกลงปารีส ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างตลาดคาร์บอนสากลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันการนับซ้ำ (double counting)


     คาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงในที่นี้หมายถึงโครงการที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็น additional (คือไม่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหากไม่มีรายได้จากเครดิต) มีการวัดผลและรายงานตามระบบ (MRV) และสามารถแสดงให้เห็นถึงผลกระทบร่วม (co-benefits) เช่น การมีส่วนร่วมของชุมชน การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือการปกป้องพื้นที่ของชนพื้นเมือง


     การกลับมาใช้กลไกคาร์บอนเครดิตของ EU จึงไม่ใช่เพียงการ "ซื้อเครดิตเพื่อชดเชย" แต่เป็นการพัฒนาเครื่องมือเสริมที่ต้องเชื่อมโยงกับการลดการปล่อยจริง และการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมภายในภูมิภาค


     ในอีกด้านหนึ่ง การเปิดรับคาร์บอนเครดิตจากนานาชาติยังอาจก่อให้เกิดโอกาสสำคัญสำหรับประเทศในกลุ่ม Global South ซึ่งรวมถึงหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะเป็นด้านป่าไม้ พลังงานหมุนเวียน เกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ หรือการจัดการของเสีย


     Global South คือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีประวัติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว แต่กลับต้องเผชิญกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม หรือการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ


     การที่สหภาพยุโรปกลับมาเปิดรับคาร์บอนเครดิตจากนอกภูมิภาค จึงอาจเป็นโอกาสในการดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนในประเทศพัฒนาแล้ว มาลงทุนในโครงการที่มีคุณภาพในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ เสริมสร้างศักยภาพท้องถิ่น และสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระดับโลก


     อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของแนวทางนี้จะขึ้นอยู่กับมาตรฐานและระบบตรวจสอบที่เข้มข้น ว่าเครดิตที่ถูกนำมาใช้นั้นสามารถพิสูจน์ได้จริงว่าช่วยลดการปล่อย ไม่ซ้ำซ้อน และไม่กลายเป็น "ช่องว่าง" ที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านภายในประเทศพัฒนาแล้วล่าช้าลง


     หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ก็จัดอยู่ในกลุ่ม Global South และสามารถมีบทบาทในระบบตลาดคาร์บอนภายใต้ความร่วมมือที่กำลังขับเคลื่อนผ่าน ASEAN Common Carbon Framework (ACCF) หรือกรอบความร่วมมือด้านตลาดคาร์บอนของอาเซียน ซึ่งมุ่งวางรากฐานสำหรับการเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนในภูมิภาค โดยมีการกำหนดหลักการและแนวทางในการรับรองคุณภาพคาร์บอนเครดิต และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประเทศสมาชิก


     Carbon Markets Club ในฐานะหน่วยงานภาคเอกชนจากประเทศไทย กำลังร่วมขับเคลื่อนการพัฒนา ACCF ควบคู่กับการผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับตลาดคาร์บอนในภูมิภาคให้สามารถ "ผลิตเครดิตที่มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากล" และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลก เช่น สหภาพยุโรป หรือประเทศที่มีกลไกการลดการปล่อยขั้นสูง


     การเคลื่อนไหวของ EU จึงไม่เพียงเป็นการส่งสัญญาณกลับมาสู่ตลาดคาร์บอนนานาชาติเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ภูมิภาคอาเซียนเร่งเสริมความแข็งแกร่งในเชิงนโยบาย มาตรฐาน และความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อยืนอยู่ในจุดที่พร้อมส่งคาร์บอนเครดิตคุณภาพสู่ตลาดโลกในเวลาที่เหมาะสม


     แม้หนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งในด้านกฎระเบียบ มาตรฐานสากล และความพร้อมของประเทศในภูมิภาค แต่ก็เป็นความท้าทายที่ควรค่าแก่การขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยการสนับสนุนจากภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาสังคมในประเทศไทย ให้ทำงานประสานกับพันธมิตรในอาเซียนและประชาคมโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมยกระดับตลาดคาร์บอนในภูมิภาค ให้ก้าวขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ


แหล่งข้อมูล:
https://www.weforum.org/stories/2025/07/eu-return-to-international-carbon-credits/
https://climate.ec.europa.eu/eu-action/climate-strategies-targets/2040-climate-target_en