logocarbonmarketsclub
rerewreew

Climate Clock นับถอยหลังเวลาของโลกที่กำลังหมดไป
โดย กลอยตา ณ ถลาง

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อความยั่งยืน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

และประธาน Carbon Markets Club

ในหลาย ๆ เมืองใหญ่ทั่วโลก มีการติดตั้ง “Climate Clock” หรือนาฬิกาสภาวะภูมิอากาศ ซึ่งไม่ใช่นาฬิกาทั่วไปแต่เป็นการส่งสัญญาณถึงวิกฤติภูมิอากาศที่เรากำลังเผชิญและต้องจัดการอย่างเร่งด่วน

Climate Clock คือการจัดแสดงในที่สาธารณะถึงเวลาที่เหลือในการดำเนินการเพื่อบริหารจัดการสภาพภูมิอากาศทั่วโลกให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นเพียง 1.5 องศาเซลเซียสเทียบกับระดับก่อนการปฎิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์สำคัญในการหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากไม่สามารถควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิไม่ให้เกินเป้าหมายได้ อาจส่งผลต่อวิกฤติที่มีผลกระทบร้ายแรง ซึ่งรวมถึงความร้อนที่มากขึ้นและรุนแรงบ่อยครั้งมากขึ้น ภาวะภัยแล้งและน้ำท่วมมากขึ้นและการสูญเสียระบบนิเวศที่สำคัญของโลก

ตัวเลข 1.5 องศาเซลเซียส ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเจรจาเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยนานาประเทศตกลงร่วมกันเพื่อจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งมีผลบังคับใช้ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่กว่าร้อยประเทศร่วมลงนามเมื่อปี 2558

สิ่งที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้นก็คือก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มีการปล่อยก๊าซเหล่านี้ออกมาเป็นจำนวนมากมายมหาศาลและเกิดการสะสมในชั้นบรรยากาศจนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นหรือเกิดภาวะโลกร้อนหรือรุนแรงถึงภาวะโลกเดือดในวันนี้

ถ้าเราต้องการจัดการที่ต้นตอของปัญหานี้ เราก็ต้องจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถปล่อยได้หรือเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า "Carbon Budget" หรืองบประมาณคาร์บอน (เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซชนิดที่ทำให้เกิดพลังงานความร้อนสะสมในบรรยากาศของโลกมากที่สุดในบรรดาก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆ) ให้ได้ ซึ่งถ้าเรายังปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเกิน Carbon Budget จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงเกิน 1.5 องศา และแปลว่าเราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของ Paris Agreement ได้

เมื่อ ค.ศ. 2018 มีรายงาน Special Report on Global Warming of 1.5°C ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่ประเมินการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อตั้งขึ้นโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ว่าหากต้องการควบคุมอุณหภูมิไม่สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส Carbon Budget ต้องไม่เกิน 420 GtCO2eq (กิกะตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า: กิกะตันเท่ากับพันล้านตัน) ซึ่งในปัจจุบันนี้ โลกเราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 40 GtCO2eq ต่อปี ถ้าเรายังปล่อยด้วยอัตราเท่านี้หรือมากกว่าไปเรื่อยๆ เราจะเหลือเวลาอีกแค่ไหน ที่จะช่วยยับยั้งความรุนแรงของปัญหาภาวะโลกเดือด

Climate Clock มีอยู่ในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก มักตั้งอยู่ในสถานที่ที่เป็นที่รู้จักของเมืองนั้น ๆ เช่น Union Square ในนิวยอร์ค หรือ City Hall ในเบอร์ลิน และ Tate Modern Museum ในลอนดอน จะติดตั้งในที่ที่มีความสูงเพื่อให้มองเห็นได้ง่าย ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนปรากฏการณ์วิกฤติภูมิอากาศให้กับทั้งผู้คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว

ข้อความที่ Climate Clock พยายามสื่อสาร ก็คือ “เวลากำลังหมดไป” เป็นการเรียกร้องให้ภาครัฐบาล ภาคธุรกิจ และผู้คนทั่วไปช่วยกันลงมืออย่างจริงจังเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การนับถอยหลังที่ไม่หยุดนี้เตือนเราว่ายิ่งเราล่าช้าในลงมือแค่ไหน ก็จะสร้างความท้าทายต่อโลกมากขึ้นในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากจะมี Climate Clock ที่แสดงบนตัวตึกแล้ว เรายังสามารถเข้าไปดูนาฬิกานี้บนเว็บไซต์ https://climateclock.world ที่แสดงตัวเลขที่กำลังวิ่งบนแถบสีแดงจะแสดงนาฬิกานับถอยหลัง เป็นกระตุ้นเตือนให้มนุษย์ต้องรีบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งณ วันที่ 22 กันยายน 2566 (Ref.: https://climateclock.world/) แสดงให้เห็นว่าก่อนที่ Carbon Budget จะหมด เราเหลือเวลา 5 ปีกับอีก 303 วัน ที่จะควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ทำให้นาฬิกานี้เปรียบเสมือนการนับถอยหลังสู่จุดที่ไม่อาจย้อนกลับหรือ Point of No Return ของมวลมนุษยชาติ

Climate Clock จัดทำโดยห้องปฏิบัติการ Human Impact Lab ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Concordia University โดยได้รับการสนับสนุนจาก Concordia University, David Suzuki Foundation, Future Earth, และโครงการ Climate Reality Project เพื่อร่วมกันส่งเสริมการตระหนักรู้และการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขวิกฤติภูมิอากาศ

ภาพ: เมื่อ Climate Clock แสดงเวลาที่น้อยกว่า 6 ปีเป็นครั้งแรก และมีการประกาศภาวะฉุกเฉินทางสิ่งแวดล้อมในนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2566 (ภาพจากเฟซบุ๊ก Climate Clock)

แหล่งข้อมูล: 

https://climateclock.world/
https://www.carbonindependent.org/54.html#:~:text=The remaining global CO2 budget,run out in 8 years.
https://yaleclimateconnections.org/2020/10/on-climate-clock-its-ppm-not-minutes-that-matter-most/