“Carbon Neutral” อาจไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อโลกเริ่มถามหาการลดจริง มากกว่าการชดเชย
โพสต์เมื่อ : 2 พ.ย 2568 เวลา 4:50 น.
“Carbon Neutral” อาจไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อโลกเริ่มถามหาการลดจริง มากกว่าการชดเชย
กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ประธาน Carbon Markets Club
กติกาใหม่ของสหภาพยุโรป อาจไม่ได้เปลี่ยนแค่วิธีโฆษณา แต่อาจกำลังเปลี่ยนอนาคตของตลาดคาร์บอนทั้งระบบ สหภาพยุโรปกำลังจะเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบ Empowering Consumers for the Green Transition หรือ EmpCo อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2569 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการจัดการปัญหา Greenwashing หรือการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมเกินจริงที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ในภาพผิวเผิน หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ที่เข้ามาควบคุมการใช้คำโฆษณา เช่น รักษ์โลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ เป็นกลางทางคาร์บอน ให้มีหลักฐานรองรับมากขึ้น
แต่ในความเป็นจริง ผลกระทบอาจลึกกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่สหภาพยุโรปกำลังทำ คือการเปลี่ยนตรรกะของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจที่เคยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุด คือ การที่สหภาพยุโรปเริ่มไม่ยอมรับการกล่าวอ้างว่าสินค้าเป็นกลางทางคาร์บอน หากเกิดจากการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริงในกระบวนการผลิตหรือห่วงโซ่อุปทาน
ที่ผ่านมา บริษัทจำนวนมากใช้วิธีซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แล้วนำไปสื่อสารเชิงการตลาดว่าเป็นสินค้าเป็นกลางทางคาร์บอน หรือเป็นแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อภูมิอากาศ แม้การดำเนินงานจริงยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงอยู่ก็ตาม
แนวทางใหม่ของสหภาพยุโรปกำลังส่งสัญญาณชัดว่า การลดจริง จะมีน้ำหนักมากกว่า การชดเชย
เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าตลาดคาร์บอนจะหายไป แต่กำลังบอกว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ขับเคลื่อนด้วยการตลาด ไปสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยความน่าเชื่อถือและข้อมูลที่ตรวจสอบได้จริง
ในอดีต ความต้องการคาร์บอนเครดิตส่วนหนึ่งขับเคลื่อนโดยการสื่อสารองค์กร หลายบริษัทซื้อเครดิตเพื่อให้สามารถติดฉลากหรือสร้างภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนได้รวดเร็วขึ้น แต่เมื่อกฎใหม่เข้มงวดขึ้น การซื้อเครดิตเพียงเพื่อใช้ในคำโฆษณาอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
ผลที่น่าจะเกิดขึ้น คือ ความต้องการคาร์บอนเครดิตจะไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่จะเปลี่ยนรูปแบบ
องค์กรขนาดใหญ่ยังจำเป็นต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น อุตสาหกรรมการบิน เหล็ก ปูนซีเมนต์ หรือการขนส่งระยะไกล แต่เครดิตเหล่านั้นจะต้องมีคุณภาพสูง ตรวจสอบได้ และมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง คาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพต่ำ อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นเช่นกัน
เครดิตที่มีปัญหาเรื่องการพิสูจน์ว่าช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้จริง ความเสี่ยงเรื่องการนับซ้ำ หรือขาดระบบติดตามตรวจสอบที่เข้มแข็ง อาจเริ่มสูญเสียความน่าสนใจ เพราะองค์กรต่าง ๆ ไม่ต้องการนำเครดิตที่มีข้อกังขาไปเชื่อมโยงกับแบรนด์ของตนเอง
สิ่งนี้อาจเร่งให้ตลาดคาร์บอนแบ่งตัวชัดขึ้นระหว่างเครดิตคุณภาพสูง กับเครดิตเพื่อชดเชยทั่วไปที่ขาดความน่าเชื่อถือ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นแนวโน้มนี้ผ่านการผลักดันมาตรฐานและแนวปฏิบัติต่าง ๆ ในระดับสากล ซึ่งต่างพยายามยกระดับคุณภาพของคาร์บอนเครดิต รวมถึงกำหนดแนวทางว่าควรใช้เครดิตอย่างไรจึงจะไม่กลายเป็นการสื่อสารเกินจริง แต่การออกกฎของสหภาพยุโรปอาจถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นการเปลี่ยนจากแนวปฏิบัติสมัครใจ ไปสู่แรงกดดันทางกฎหมายและตลาด
อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ ภาษาของการสื่อสารด้านความยั่งยืนอาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
ในอนาคต เราอาจเห็นคำว่า เป็นกลางทางคาร์บอน ลดลง และถูกแทนที่ด้วยข้อความที่เฉพาะเจาะจงและตรวจสอบได้มากขึ้น เช่น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 30 หรือ มีการตรวจสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้า
กล่าวอีกอย่างคือ โลกกำลังเปลี่ยนจากการสื่อสารด้วยคำโฆษณากว้าง ๆ ไปสู่การสื่อสารด้วยข้อมูลที่พิสูจน์ได้จริง
แนวโน้มนี้จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ส่งออก รวมถึงประเทศในอาเซียนด้วย เพราะผู้ซื้อในยุโรปจะให้ความสำคัญกับข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ไม่ใช่มองเพียงแค่ปลายทางของสินค้า
เรื่องอย่างการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตสินค้า การติดตามแหล่งที่มา และระบบข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงอาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการแข่งขันทางการค้า ไม่ต่างจากมาตรฐานคุณภาพหรือความปลอดภัยในอดีต
สำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน
ความเสี่ยงคือ ธุรกิจที่ยังพึ่งพาการสื่อสารเชิงภาพลักษณ์มากกว่าการลดจริง อาจเริ่มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กอาจมีต้นทุนในการจัดเก็บข้อมูลและการตรวจสอบเพิ่มขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศหรือองค์กรที่สามารถสร้างระบบตลาดคาร์บอนที่มีความโปร่งใส มีมาตรฐาน และเชื่อมโยงกับกลไกระดับสากลได้ อาจได้เปรียบในระยะยาว
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพของคาร์บอนเครดิตมากพอ ๆ กับปริมาณ
กฎใหม่ของสหภาพยุโรปจึงอาจไม่ใช่จุดจบของตลาดคาร์บอน แต่อาจเป็นแรงเร่งให้ตลาดเติบโตอีกแบบหนึ่ง ช้าลง เข้มงวดขึ้น แต่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม
และสำหรับอาเซียน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า จะขายคาร์บอนเครดิตได้หรือไม่ แต่คือ จะสร้างระบบที่โลกเชื่อถือได้อย่างไร
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- European Commission: Empowering Consumers for the Green Transition
- Council of the European Union: Consumer rights – final approval for the directive to empower consumers for the green transition
- Reuters: EU tackles greenwashing and carbon neutral claims
- The Guardian: EU bans misleading environmental claims relying on offsetting
- ICVCM (Integrity Council for the Voluntary Carbon Market): Core Carbon Principles
- VCMI (Voluntary Carbon Markets Integrity Initiative): Claims Code of Practice
- SBTi (Science Based Targets initiative): Net-Zero Standard