Sustainable AI: เมื่อการพัฒนา AI ต้องคำนึงถึงพลังงาน ทรัพยากร และธรรมาภิบาลตั้งแต่ต้นทาง มุมมองด้านความยั่งยืนจาก World Economic Forum Annual Meeting 2026
โพสต์เมื่อ : 29 ธ.ค 2568 เวลา 4:38 น.
Sustainable AI: เมื่อการพัฒนา AI ต้องคำนึงถึงพลังงาน ทรัพยากร และธรรมาภิบาลตั้งแต่ต้นทาง มุมมองด้านความยั่งยืนจาก World Economic Forum Annual Meeting 2026
กลอยตา ณ ถลาง
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ประธาน Carbon Markets Club
ในการประชุมประจำปี World Economic Forum (WEF) Annual Meeting 2026
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผู้นำภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ
และภาคประชาสังคม ได้หารืออย่างกว้างขวางในเรื่องบทบาทของปัญญาประดิษฐ์
(Artificial Intelligence: AI) และการนำเทคโนโลยีไปใช้ในระดับใหญ่
ควบคู่กับความรับผิดชอบ
บทความสรุปนี้รวบรวมสาระสำคัญจากงานเผยแพร่ของ WEF จำนวน 3 เรื่อง เพื่อเชื่อมโยงภาพรวมของแนวคิด “Sustainable AI” และทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต้องตั้งอยู่บนฐานของความยั่งยืน และธรรมาภิบาลตั้งแต่ต้นทาง
AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกยุคใหม่ เทคโนโลยีนี้ไม่ได้อยู่เฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลหรือภาคเทคโนโลยี แต่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงาน ระบบสาธารณสุข การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การคาดการณ์ภัยพิบัติ การผลิต การขนส่ง และการให้บริการภาครัฐในหลายประเทศ การตัดสินใจเกี่ยวกับ AI ในวันนี้จึงเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบาย เศรษฐกิจ และความมั่นคง ไม่ใช่เพียงการเลือกใช้เครื่องมือทางเทคนิค
ในเวที WEF ผู้นำจากหลายประเทศเห็นตรงกันว่า คำถามสำคัญของ AI ในยุคนี้ไม่ใช่เพียงว่าเทคโนโลยีสามารถพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน แต่คือโลกควรกำหนดทิศทางการใช้ AI อย่างไร เพื่อให้การเติบโตของเทคโนโลยีสร้างประโยชน์สูงสุดโดยไม่สร้างต้นทุนระยะยาวต่อพลังงาน ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม
ในเชิงปริมาณ ผลกระทบของ AI ต่อการใช้ทรัพยากรเริ่มปรากฏชัดมากขึ้น รายงาน Sustainable AI for a Greener Tomorrow ของ NTT Data ชี้ว่า ภายในปีค.ศ. 2028 ระบบ AI อาจกลายเป็นแหล่งความต้องการใช้ไฟฟ้าหลักของศูนย์ข้อมูลทั่วโลก คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของศูนย์ข้อมูล และมีระดับการใช้ไฟฟ้าต่อปีเทียบเท่ากับประมาณ 22% ของการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา
ผลกระทบด้านน้ำก็น่ากังวลไม่แพ้กัน การฝึกสอนโมเดลขนาดใหญ่เพียงหนึ่งโมเดลอาจต้องใช้น้ำหลายล้านลิตร และแม้แต่คำสั่งง่าย ๆ เพียง 10–50 ครั้ง ก็อาจเทียบเท่ากับการใช้น้ำประมาณครึ่งลิตร เมื่อคำนึงถึงระบบหล่อเย็นและการผลิตไฟฟ้า ในขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังเร่งความต้องการใช้แร่ธาตุสำคัญจำนวนมาก เช่น โลหะหายากและแร่สำหรับผลิตชิป ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลกและความมั่นคงด้านวัตถุดิบในอนาคต
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ WEF เสนอแนวคิด “Sustainable AI” หรือ AI ที่ยั่งยืน โดยมีแก่นสำคัญว่า ความยั่งยืนต้องเริ่มจากการคิดและออกแบบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่นำมาใส่เพิ่มภายหลัง การพัฒนา AI จึงต้องคำนึงถึงการใช้พลังงาน การจัดการข้อมูล การเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับประสิทธิภาพของเทคโนโลยี
แนวคิดนี้สะท้อนว่า การประเมินความก้าวหน้าของ AI ไม่ควรมองเฉพาะความแม่นยำหรือความสามารถของโมเดลเท่านั้น แต่ควรมองว่า AI ใช้ทรัพยากรคุ้มค่าหรือไม่ มีต้นทุนแฝงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมเท่าใด และองค์กรสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ได้หรือไม่
WEF ยังชี้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานสากลที่ใช้วัดการใช้พลังงาน การปล่อยคาร์บอน การใช้น้ำ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ของระบบ AI อย่างเป็นระบบ ทำให้องค์กรจำนวนมากยังไม่เห็นภาพชัดว่า ส่วนใดของกระบวนการ AI เป็นแหล่งผลกระทบสูง และควรเริ่มลดผลกระทบจากจุดใดก่อน ปัญหานี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือขององค์กรในระยะยาว
รายงาน AI for Impact: The Role of Artificial Intelligence in Social Innovation ของ WEF ชี้ให้เห็นว่า หากนำ AI ไปใช้ในทิศทางที่เหมาะสม เทคโนโลยีนี้สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาสังคม เช่น การยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพในพื้นที่ห่างไกล การติดตามและจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพยากรณ์และเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า รวมถึงการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มเปราะบาง
อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับเดียวกันสะท้อนว่า เงินลงทุนด้าน AI ที่มุ่งสร้างผลกระทบทางสังคมยังมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนด้าน AI โดยรวม นั่นหมายความว่า ศักยภาพของ AI ในการสร้างประโยชน์ต่อสังคมยังถูกใช้ไปไม่เต็มที่ และจำเป็นต้องอาศัยนโยบายและกลไกสนับสนุนเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน บทความจากการพูดคุยกับผู้นำจากหลากหลายประเทศ Leaders at Davos 2026 on deploying innovation and technology at scale responsibly ของ WEF สะท้อนว่า ความท้าทายที่แท้จริงของโลกในวันนี้ ไม่ใช่การขาดแคลนเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่ไปใช้ในระดับใหญ่โดยไม่สร้างปัญหาใหม่ตามมา การขยายการใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง หากขาดกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านพลังงาน ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี และความไม่เชื่อมั่นของสังคม
ผู้นำจำนวนมากเห็นตรงกันว่า การขยายเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบต้องมาพร้อมกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ความโปร่งใส และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการในระยะยาว บทบาทของภาครัฐจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการออกกฎระเบียบ แต่รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทดลอง การพัฒนา และการขยายเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม
ในมุมมองของ WEF การกำกับดูแล AI ที่ดีควรเป็นการสร้าง “กรอบ” มากกว่าการควบคุมแบบตายตัว กล่าวคือ เป็นกรอบที่เปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กรอบดังกล่าวควรครอบคลุมตั้งแต่ความโปร่งใสของระบบ AI ความรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหาย ไปจนถึงการคุ้มครองข้อมูลและสิทธิของผู้ใช้
เมื่อพิจารณาร่วมกัน บทความทั้ง 3 เรื่องของ WEF ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า อนาคตของ AI ไม่ควรถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามว่า “ทำได้หรือไม่” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาพร้อมคำถามว่า “ควรทำอย่างไร และภายใต้กรอบใด” เทคโนโลยีที่ดีในศตวรรษนี้จึงไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่สามารถอยู่ร่วมกับข้อจำกัดของทรัพยากรโลก และตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน
WEF เห็นว่า Sustainable AI ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรม แต่เป็นแรงผลักดันให้นวัตกรรมมีคุณภาพมากขึ้น การออกแบบระบบที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการประมวลผลที่ไม่จำเป็น และการบริหารจัดการฮาร์ดแวร์อย่างเป็นระบบ ล้วนช่วยลดต้นทุนในระยะยาว และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กร
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก หากไม่มีการวางกรอบตั้งแต่ต้น ประเทศอาจต้องแบกรับต้นทุนพลังงานและสิ่งแวดล้อมในระดับสูง ขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอาจไม่คุ้มค่า การกำหนดนโยบายด้าน AI จึงควรเชื่อมโยงกับนโยบายพลังงาน นโยบายสิ่งแวดล้อม และนโยบายอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน
ในระดับองค์กร WEF เห็นว่า ผู้บริหารควรมองการพัฒนา AI เป็นเรื่องเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่โครงการทดลองของฝ่ายเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว การตั้งเป้าหมายด้านการใช้พลังงาน การติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบ AI ควรเป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลกิจการ
เพื่อแปลงแนวคิดสู่การปฏิบัติ ได้มีการเสนอจุดเริ่มต้นสำคัญ 5 ประการ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในระดับนโยบายและระดับองค์กร
- ออกแบบโมเดลและสถาปัตยกรรมที่ประหยัดพลังงาน และทำให้ยั่งยืนตั้งแต่การออกแบบเป็นค่าเริ่มต้น
- เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูลและการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยคำนึงถึงสถานที่และช่วงเวลาที่ประมวลผล
- ยืดอายุการใช้งานฮาร์ดแวร์ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน มองฮาร์ดแวร์เป็นสินทรัพย์ ไม่ใช่ของใช้แล้วทิ้ง
- ใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบและลดการประมวลผลซ้ำซ้อน เพื่อลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น
- วางกรอบธรรมาภิบาล (governance guardrails) เพื่อกำหนดความรับผิดชอบให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
ที่มา
https://www.weforum.org/stories/2026/02/designing-sustainable-ai-better-future/
https://www.weforum.org/publications/ai-for-impact-artificial-intelligence-in-social-innovation/
https://www.weforum.org/stories/2026/01/leaders-at-davos-2026-on-deploying-innovation-and-technology-at-scale-responsibly/