logocarbonmarketsclub
shutterstock2197593527

Small Climate Actions, Big Impact

กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ประธาน Carbon Markets Club

ลดความสบายลงเล็กน้อย แต่อาจช่วยประเทศและโลกได้มาก
“พลังงานที่สะอาดและประหยัดที่สุด คือพลังงานที่เราไม่ต้องใช้”

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลต่อระบบพลังงานของโลก การใช้พลังงานเท่าที่จำเป็นจึงช่วยได้ทั้งในแง่การประหยัดพลังงานของประเทศ และการลดภาวะโลกร้อนไปพร้อมกัน

ในความเป็นจริง การประหยัดพลังงานเป็นหนึ่งใน Climate Action ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะพลังงานจำนวนมากที่เราใช้ในชีวิตประจำวันยังคงมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เมื่อการใช้พลังงานลดลง การปล่อยคาร์บอนก็ลดลงไปพร้อมกัน

สำหรับประเทศไทย ภาคพลังงานเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ คิดเป็นกว่าร้อยละ 70 ของการปล่อยทั้งหมด ตามรายงาน Thailand’s First Biennial Transparency Report ปี 2567 ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะในภาครัฐ ภาคธุรกิจ หรือในชีวิตประจำวันของประชาชน จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ

สิ่งสำคัญคือทำให้การประหยัดพลังงานไม่ใช่มาตรการจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นวาระที่ทั้งสังคมมีส่วนร่วม เพราะการใช้พลังงานของประเทศกระจายอยู่ในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ ภาคการขนส่ง ไปจนถึงภาคเกษตรกรรม ดังนั้นการรณรงค์ที่จะได้ผลต้องทำให้ทุกภาคส่วนเห็นว่าการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนช่วยกันได้

ในอดีต วิกฤตน้ำมันเกิดขึ้นในไทยหลายต่อหลายครั้ง บางคนอาจจะพอจำเพลงดังอย่าง “น้ำมันแพง” ของสรวง สันติ ในปี 2523 ที่มีท่อนว่า “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” สะท้อนบรรยากาศของสังคมในช่วงที่พลังงานกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตระหนักร่วมกัน ต่อมาในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญความกังวลด้านความมั่นคงพลังงานและความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ภาครัฐได้รณรงค์ผ่านแคมเปญอย่าง “รวมพลังหารสอง” เพื่อชวนให้ประชาชนร่วมกันลดการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นที่รู้จักผ่านโฆษณาที่ขึ้นต้นว่า “ป.ปลา นั้นหายาก ต้องลำบากออกเรือไป…” ที่เล่าให้เห็นว่าอาหารหนึ่งจานต้องใช้พลังงานตั้งแต่การจับปลา การขนส่ง การแช่เย็น ไปจนถึงการหุงต้ม ทำให้คนไทยในเวลานั้นเริ่มตระหนักว่าพลังงานไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับชีวิต ประจำ วันของเราทุกขั้นตอน โดยแนวคิดของแคมเปญคือ หากคนไทยช่วยกันลดการใช้พลังงานคนละเล็กน้อย ก็จะช่วยชาติได้ในภาพรวม

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันทำให้หลายพฤติกรรมกลายเป็นความเคยชิน เช่น การเปิดแอร์ทั้งคืน การเปิดทีวีหรือคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ทั้งที่ไม่ได้ใช้งาน การรณรงค์ในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นการชวนให้สังคมกลับมาทบทวนว่า เราจะใช้พลังงานอย่างพอดีและรับผิดชอบต่อโลกมากขึ้นได้อย่างไร

ในความเป็นจริง การประหยัดพลังงานไม่ใช่เรื่องของภาคใดภาคหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทั้งสังคม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ หรือประชาชน เพราะทุกภาคส่วนล้วนเป็นผู้ใช้พลังงาน และมีบทบาทในการช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศได้

อาคารสำนักงานจำนวนมากทั้งในภาครัฐและเอกชนเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยเฉพาะระบบปรับอากาศ มีการศึกษาด้านการใช้พลังงานในอาคารระบุว่า การปรับอุณหภูมิแอร์ขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส สามารถช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 6–10% ดังนั้นหากอาคารสำนักงานจำนวนมากตั้งอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสม เช่น ประมาณ 25–26 องศาเซลเซียส ก็จะช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในระบบได้อย่างมีนัยสำคัญ

ธุรกิจจำนวนมากยังเป็นผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ของประเทศ ทั้งในอาคารสำนักงาน โรงงาน การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน หากองค์กรต่าง ๆ ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร โรงงาน หรือระบบโลจิสติกส์เพียงเล็กน้อย ก็สามารถช่วยลดการใช้พลังงานได้มาก ตัวอย่างเช่น หากองค์กรจำนวนมากตั้งเป้าลดการใช้พลังงานลงเพียงประมาณ 10% ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ก็อาจช่วยลดความต้องการพลังงานในภาคธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ

แม้แต่พฤติกรรมพื้นฐานอย่างการปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ได้ใช้งาน หากเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายองค์กร ก็สามารถช่วยลดการใช้พลังงานได้เช่นกัน เพราะพลังงานที่ประหยัดที่สุดก็คือพลังงานที่เราไม่ต้องใช้ตั้งแต่ต้น

ในระดับครัวเรือน พฤติกรรมเล็ก ๆ ของแต่ละคนก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อรวมกันเป็นหลายสิบล้านคน ย่อมมีผลต่อการใช้พลังงานของประเทศอย่างมาก หลายเรื่องเป็นสิ่งที่สามารถเริ่มทำได้ทันที เช่น การลดเวลาเปิดเครื่องปรับอากาศลงเล็กน้อย เช่น หากเคยเปิดแอร์นอนทั้งคืน อาจลดเหลือประมาณ 6–7 ชั่วโมง และใช้พัดลมในช่วงท้ายของคืนซึ่งยังมีความเย็นคงอยู่ การปิดไฟ ปิดทีวี หรือปิดคอมพิวเตอร์เมื่อไม่ได้ใช้งานก็เป็นเรื่องง่ายที่ช่วยลดการใช้พลังงานได้ทันที

ในด้านการเดินทาง การใช้รถอย่างมีประสิทธิภาพก็มีส่วนช่วยได้มาก เช่น การใช้รถร่วมกัน การวางแผนการเดินทางให้ดีขึ้น หรือการขับรถอย่างประหยัด เพราะการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิง 1 ลิตร จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 2.3 กิโลกรัม ดังนั้นการลดการใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันในระดับทั้งประเทศ ก็สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ

ภาคเกษตรกรรมเองก็มีบทบาทในเรื่องการใช้พลังงานเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องจักรการเกษตร การสูบน้ำเพื่อการเพาะปลูก หรือการขนส่งผลผลิต การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคเกษตรจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของการช่วยประหยัดพลังงานในภาพรวมของประเทศ

ขณะเดียวกัน การปลูกฝังวินัยด้านพลังงานตั้งแต่วัยเรียนก็เป็นเรื่องสำคัญ หากโรงเรียนและครอบครัวช่วยกันสอนให้เด็กเข้าใจว่าพลังงานเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า เช่น การปิดไฟเมื่อออกจากห้อง การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างรู้คุณค่า หรือการใช้พลังงานอย่างพอดีในชีวิตประจำวัน เด็ก ๆ เหล่านี้ก็จะเติบโตขึ้นเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรับผิดชอบต่อการใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม

ในระดับครัวเรือน พฤติกรรมเล็ก ๆ ของแต่ละคนก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อรวมกันเป็นหลายสิบล้านคน ย่อมมีผลต่อการใช้พลังงานของประเทศอย่างมาก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บางจากฯ มีการรณรงค์ Climate Action ภายในองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานตระหนักถึงคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในชีวิตประจำวัน และพยายามลดการสร้างผลกระทบต่อโลก หรือ “รบกวนโลกให้น้อยลง” ผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ในแต่ละวัน บางเรื่องเป็นสิ่งที่เราอาจมองข้าม เช่น การลดการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งหรือการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานด้วย เพราะวัสดุจำนวนมาก เช่น กระดาษ พลาสติก หรืออะลูมิเนียม ถ้าสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ จะใช้พลังงานในการผลิตน้อยกว่าการผลิตจากวัตถุดิบใหม่อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น การรีไซเคิลอะลูมิเนียมสามารถใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตจากแร่ใหม่ได้ประมาณ 95% และการรีไซเคิลวัสดุอย่างกระดาษหรือพลาสติกสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1–3 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อวัสดุหนึ่งตัน ดังนั้นการแยกขยะซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กในชีวิตประจำวัน ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการใช้พลังงานและลดคาร์บอนได้ ในขณะที่ Carbon Markets Club ได้ต่อยอดนำไปรณรงค์ผ่านแนวคิด “ลด ละ เริ่ม” เพื่อชวนให้ทั้งองค์กรและประชาชนเริ่มต้นจากการ “ลด” รอยเท้าคาร์บอนของตนเอง “ละ” การสร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อม และ “เริ่ม” ได้วันนี้และทุก ๆ วัน

การรณรงค์ที่จะได้ผลจริงต้องทำให้ทุกภาคส่วนรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมได้ ตั้งแต่ภาครัฐที่ควรเป็นตัวอย่าง ภาคเอกชนที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในองค์กร ไปจนถึงประชาชนที่สามารถปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพราะบางครั้งเพียงแค่ ลดความสบายลงเล็กน้อย ก็อาจช่วยประเทศและโลกได้มาก และเมื่อคนจำนวนมากช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เหล่านี้ก็สามารถสร้างผลกระทบที่ใหญ่ในวงกว้างได้จริง