logocarbonmarketsclub
EU-CBAM-02

EU CBAM กับสัญญาณแห่งการทำธุรกิจในโลกคาร์บอนต่ำ

กลอยตา ณ ถลาง 

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธาน Carbon Markets Club

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (EU CBAM) ได้เข้าสู่ระยะบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากช่วงเปลี่ยนผ่านที่เน้นการรายงานข้อมูลระหว่างปี 2566–2568 สิ้นสุดลง มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงกติกาการค้ารูปแบบใหม่ของสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจโลก ที่ “คาร์บอน” กำลังกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการแข่งขันของภาคธุรกิจในทุกห่วงโซ่อุปทาน

EU CBAM มีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกัน “การรั่วไหลของคาร์บอน” (carbon leakage) หรือการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า โดยออกแบบมาเพื่อลดความได้เปรียบของสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนคาร์บอนต่ำจากการไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดเช่นเดียวกับผู้ผลิตภายในสหภาพยุโรป กลไกดังกล่าวกำหนดให้สินค้านำเข้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องแบกรับต้นทุนคาร์บอนในระดับเดียวกับสินค้าที่ผลิตภายใต้ระบบ EU Emissions Trading System (EU ETS) ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนของผู้ส่งออกทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากหากสินค้ามีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง ผู้นำเข้าจะต้องชำระต้นทุนเพิ่มเติมในรูปของ “ใบรับรองคาร์บอน” เพื่อให้ราคาสินค้าอยู่บนเงื่อนไขการแข่งขันเดียวกับผู้ผลิตในยุโรปซึ่งอยู่ภายใต้กฎด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดอยู่แล้ว

จากการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย มาตรการ CBAM มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกของไทยราว 3.8% หรือประมาณ 28,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเข้มข้นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ และปุ๋ย ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ถูกกำหนดให้อยู่ในขอบเขตของมาตรการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สำหรับอุตสาหกรรมเหล็กเพียงกลุ่มเดียว ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการต้องชำระใบรับรองคาร์บอนอาจอยู่ในช่วง 1,300–1,500 บาทต่อตัน หรือคิดเป็นภาระรวมราว 167–193 ล้านบาทต่อปี ขณะที่อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมซึ่งมีความเข้มข้นด้านพลังงานสูงก็เผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน แม้มูลค่าการส่งออกจะต่ำกว่าก็ตาม

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า EU CBAM ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่ทำให้ “ต้นทุนคาร์บอน” กลายเป็นต้นทุนจริงในระบบการค้าโลก และกำลังบีบให้ภาคธุรกิจต้องมองการจัดการคาร์บอนในฐานะต้นทุนทางธุรกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การขาดข้อมูลการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจนไม่เพียงลดความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังอาจนำไปสู่การสูญเสียโอกาสทางการค้าในตลาดสำคัญอย่างสหภาพยุโรปอีกด้วย

สำหรับประเทศไทย บทบาทของหน่วยงานภาครัฐจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านกติกาการค้าและสภาพภูมิอากาศ มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นระบบ โดยมีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ รวมถึงเชื่อมโยงกรอบการดำเนินงานของไทยเข้ากับพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่น ความตกลงปารีส ในขณะเดียวกัน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเครื่องมือ มาตรฐาน และระบบรองรับด้านการวัด รายงาน และทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถจัดการข้อมูลคาร์บอนได้อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดข้อมูลและแนวทางปฏิบัติสู่ภาคอุตสาหกรรม เชื่อมโยงนโยบายภาครัฐกับการดำเนินงานจริงของภาคเอกชน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวต่อกติกาใหม่ได้และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับหนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้เพื่อการเตรียมองค์กรสู่สังคมคาร์บอนต่ำคือ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint Tracking for Organization: CFO) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการทำความเข้าใจโครงสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้พลังงาน ไปจนถึงกิจกรรมสนับสนุนต่าง ๆ นั้น การมีข้อมูลที่เป็นระบบ จะช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นต้นทุนคาร์บอนที่แท้จริงของตนเอง และเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนลดการปล่อยก๊าซอย่างเป็นรูปธรรม เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการความเสี่ยง การวางแผนต้นทุน และการเตรียมพร้อมรับกติกาการค้าที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต

โดยในประเทศไทยเอง ก็กำลังมีความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change Act กำลังถูกพิจารณาเพื่อเป็นกรอบหลักในการจัดการปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลักดันเป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของไทย กฎหมายฉบับนี้จะรวมกลไกต่าง ๆ เช่น ระบบการตั้งราคาและซื้อ–ขายการปล่อยก๊าซ (ETS) ภาษีคาร์บอน และโครงสร้างการรายงานปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะกำหนดให้ภาคธุรกิจต้องจัดเก็บและรายงานข้อมูลการปล่อยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบการบริหารและแผนปฏิบัติการของประเทศ การดำเนินการตามร่างกฎหมายนี้ทำให้การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) จะกลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่องค์กรต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนที่กติกาในประเทศและระหว่างประเทศจะเข้มงวดขึ้น

Carbon Markets Club หรือ CMC มีบริการโปรแกรมคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร อ้างอิงมาตรฐาน ISO14064 ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกใช้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นจัดเก็บ วิเคราะห์ บริหารข้อมูล และหาแนวทางเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับแนวทางและมาตรฐานสากล ซึ่งการมีข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้องค์กรพร้อมรับการตรวจสอบ ตอบโจทย์ความต้องการของคู่ค้า และลดต้นทุนการปรับตัวในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่โลกการค้าที่คำนึงถึงคาร์บอนคือ “ตลาดคาร์บอน” และการใช้คาร์บอนเครดิต ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สะท้อนต้นทุนของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม แม้ในปัจจุบัน คาร์บอนเครดิตจะยังไม่สามารถนำมาใช้ชดเชยภาระภายใต้กลไก EU CBAM ได้โดยตรง แต่บทบาทของคาร์บอนเครดิตกำลังเพิ่มความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้ภาคธุรกิจเริ่มบริหารจัดการการปล่อยคาร์บอน และเตรียมความพร้อมต่อกติกาที่อาจพัฒนาไปในอนาคต

หลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศเริ่มหารือถึงแนวทางเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนและการยอมรับกลไกชดเชยคาร์บอนในระดับที่กว้างขึ้น ซึ่งจะทำให้คาร์บอนเครดิตมีบทบาทมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การเริ่มต้นจัดเก็บข้อมูล วัดผล และบริหารจัดการคาร์บอนตั้งแต่วันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมความพร้อมเชิงเทคนิค แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อรองรับกติกาการค้าในอนาคต ที่ต้นทุนคาร์บอนจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับ CMC นั้น ได้ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักในการสนับสนุนการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมรับมือกับกลไกอย่าง EU CBAM ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ได้ต่อยอดจากภารกิจในประเทศไทยสู่การเชื่อมโยงตลาดในระดับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือภายใต้กรอบ ASEAN Common Carbon Framework (ACCF) ซึ่งมุ่งสร้างตลาดที่เชื่อมโยงกันได้ มาตรฐานที่สอดคล้องกัน และเพิ่มอำนาจต่อรองระดับภูมิภาคในเวทีโลก เตรียมตัวสู่วันที่ EU CBAM จะเปิดช่องให้มีการยอมรับคาร์บอนเครดิตในอนาคต

ในวันนี้ ที่ EU CBAM กำลังส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า “คาร์บอน” ได้กลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ทุกธุรกิจต้องเผชิญ ไม่ใช่เฉพาะผู้ส่งออกเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ การเข้าใจโครงสร้างต้นทุนคาร์บอนของตนเอง การมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และการเริ่มวางแผนรับมืออย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างมั่นคง ลดความเสี่ยงในอนาคต และรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางกติกาการค้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพราะในโลกที่คาร์บอนกลายเป็นต้นทุนจริง การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ คือความได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของธุรกิจทุกขนาด

สามารถศึกษาเกี่ยวกับโปรแกรมคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ของ CMC ได้ที่ https://cfotracking.bcpgdigital.com/#/home/main