BCG เพื่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
BCG เพื่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กรบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ขยายความจากการบรรยาย BCG for Climate Action ณ งาน FTI Expo 2025 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568
โลกยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนจากยุคแห่งโลกร้อน มาเป็น "โลกเดือด" (Global Boiling) ตามที่ Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติ ที่กล่าวไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว อุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังก่อให้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน น้ำท่วม หรือไฟป่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก อุตสาหกรรมและภาคธุรกิจจึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ และแนวคิด BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) เป็นหนึ่งในทางออกสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
เปลี่ยนความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสแห่งการเติบโต
แนวคิด BCG ไม่ใช่แค่เรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นแนวทางในการเสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรม โดยการนำทรัพยากรชีวภาพมาใช้ให้เกิดมูลค่าสูงสุด เช่น การเปลี่ยนของเหลือทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพ หรือการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพจากอ้อยและปาล์มน้ำมัน เป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจชีวภาพที่ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ในส่วนของเศรษฐกิจหมุนเวียน การลดของเสียและการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่กำลังเป็นแนวทางที่หลายประเทศให้ความสำคัญ การรีไซเคิลพลาสติกและพัฒนา Closed-Loop Recycling เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดปริมาณขยะและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับของเสียที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า สำหรับเศรษฐกิจสีเขียว การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการดำเนินธุรกิจ ประเทศที่ให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้สามารถลดต้นทุนพลังงาน และยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านนโยบายและเงินทุนสนับสนุนต่าง ๆ
BCG กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
หลายๆ ประเทศในโลกกำลังนำแนวคิด BCG มาประยุกต์ใช้ เช่น สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งดำเนินแผน European Green Deal โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนลง 55% ภายในปี 2030 พร้อมกับการสร้างงานใหม่กว่า 700,000 ตำแหน่ง ให้ความสำคัญกับการลดขยะและการนำกลับมาใช้ใหม่ ผ่านนโยบายที่สนับสนุนการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% เพื่อลดปริมาณของเสียและการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง นอกจากนี้ ยังส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยมีการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และไฮโดรเจน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งยังสนับสนุนการใช้วัสดุชีวภาพ ทดแทนพลาสติกเพื่อลดขยะและสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย
ในขณะที่ญี่ปุ่น ที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 นั้น แนวทาง BCG Economy มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลดการปล่อยคาร์บอน ผ่านการมุ่งพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและไฮโดรเจนสะอาด โดยมีเป้าหมายขยายกำลังการผลิตไฮโดรเจนให้เพิ่มขึ้น 6 เท่าภายในปี 2040 เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ในขณะเดียวกันก็มีนโยบายต่างๆ ในการลดขยะและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร นอกจากนี้ ญี่ปุ่นได้ลงทุนกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พัฒนา Perovskite Solar Cells ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์รุ่นใหม่ที่มีความยืดหยุ่นและใช้พื้นที่ติดตั้งน้อย รวมถึงการเร่งพัฒนาโครงการรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพื่อลดของเสียจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และผลักดันผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 40-50% ภายในปี 2040 รวมถึงการขยายตลาดคาร์บอนเครดิตเพื่อสนับสนุนการลงทุนในโครงการลดก๊าซเรือนกระจก
กลุ่มบริษัทบางจากกับ BCG Economy
กลุ่มบริษัทบางจากได้นำแนวคิด BCG Economy มาเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น
- เศรษฐกิจชีวภาพ นำโดย BBGI ผู้นำด้านเชื้อเพลิงชีวภาพของไทย ด้วยกำลังการผลิต 1.85 ล้านลิตรต่อวัน และยังมีการพัฒนา Precision Fermentation & Synthetic Biology ผ่านโรงงาน CDMO แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะเริ่มผลิตในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมชีวภาพไปอีกขั้น
- เศรษฐกิจหมุนเวียน มีการผลักดันผ่านโครงการต่างๆ ที่ช่วยลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทั้งภายในโรงกลั่นน้ำมัน สำนักงาน หรือโครงการที่เชิญชวนผู้บริโภคมีส่วนร่วม เช่น "ทอดไม่ทิ้ง" ซึ่งเป็นโครงการเปลี่ยนน้ำมันพืชใช้แล้วเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน Sustainable Aviation Fuel (SAF) และ “แก้วเพาะกล้า” ของอินทนิลที่นำแก้วเครื่องดื่มที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติไปมอบให้กับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมป่าไม้ กรุงเทพมหานคร ใช้เพื่อทดแทนการใช้ถุงพลาสติกในการใส่กล้าไม้ที่จะนำไปปลูก
- เศรษฐกิจสีเขียว เป็นอีกหนึ่งแกนสำคัญ ขับเคลื่อนโดย BCPG ผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนในเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้ยังมีบริการให้ชาร์จ EV ในสถานีบริการน้ำมันบางจากฯ รวมถึงแพลตฟอร์มให้เช่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและสลับแบตเตอรี่ วินโนหนี้ เพื่อสนับสนุนการขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ รวมถึงการริเริ่ม ก่อตั้ง Carbon Markets Club คลับรักษ์โลกลดก๊าซเรือนกระจกแห่งแรกของไทยที่สนับสนุนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตและส่งเสริมการสร้างความรู้เกี่ยวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
SAF นำ BCG Economy สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
กลุ่มบริษัทบางจากกำลังก่อสร้างหน่วยผลิต SAF ในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง ผ่านแนวคิด BCG Economy ซึ่ง SAF เป็นเชื้อเพลิงการบินทางเลือกพลังงานคาร์บอนต่ำ ที่ช่วยเร่งการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมการบิน โดยเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่มีการผลิต SAF ด้วยหน่วยผลิตเฉพาะหรือ Processing Unit ผ่านกระบวนการ Hydroprocessing ตามการรับรองมาตรฐาน ISCC-EU/CORSIA/PLUS ที่ใช้น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเป็นวัตถุดิบ 100% ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนบริสุทธิ์ 100% (Neat SAF) โดยมีการตั้งเป้ากำลังการผลิต SAF 1 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมการบินได้สูงสุดถึง 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องบินแบบดั้งเดิม มีการจัดทำโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง” เพื่อรวบรวมน้ำมันใช้แล้วจากการปรุงอาหารจากครัวเรือนและภาคธุรกิจมาเป็นวัตถุดิบ ช่วยลดการกำจัดของเสียอย่างไม่ถูกต้อง และส่งเสริม Closed-Loop Recycling
BCG Economy: กุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของ SMEs
แนวคิด BCG Economy จะช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเริ่มต้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ตั้งแต่ระดับย่อยๆ เริ่มต้นโดยใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดของเสีย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เช่น เศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งมุ่งเน้นการเปลี่ยนของเสียจากภาคเกษตรกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า เช่น การนำแกลบข้าวมาผลิตบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ รวมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งช่วยลดของเสียทางการเกษตรและส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพใหม่ ๆ ในขณะที่ เศรษฐกิจหมุนเวียนช่วยให้ SMEs สามารถใช้วัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การนำเศษอาหารจากร้านอาหารมาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ หรือนำสิ่งทอใช้แล้วมาผลิตเป็นผ้ารีไซเคิล ซึ่งช่วยลดขยะฝังกลบ ส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน และลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ส่วนเศรษฐกิจสีเขียวมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในโรงแรมเพื่อลดต้นทุนพลังงาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลักดันระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม SMEs ที่นำแนวทาง BCG มาปรับใช้ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจในอนาคตได้อีกด้วย
SMEs สามารถปรับตัวเข้าสู่ BCG Economy ได้ โดยอาศัยแหล่งเงินทุนและสิทธิประโยชน์จากภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถการเริ่มต้นจากโครงการเล็ก ๆ และค่อยๆ ขยายเพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน เช่น มุ่งเน้นการลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนจะช่วยดึงดูดลูกค้าและนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างความแตกต่างในการแข่งขันของตลาด ในขณะที่มีหลายหน่วยงานทั้งในและนอกประเทศที่จะช่วยเชื่อมโยง SMEs เข้ากับแหล่งเงินทุน การรับรองมาตรฐาน และตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
การนำแนวทาง BCG Economy มาใช้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว SMEs ที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวคิดนี้ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายตลาด และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้